ข้อคิดจากพี่ต่อ ฟีโนมีน่า

201708909_torphenomena

ถ้าลองนึกถึงชื่อโฆษณาไทยที่คุณโปรดปรานซัก 3 เรื่อง มีโอกาสสูงมากที่อย่างน้อยหนึ่งในนั้นจะเป็นฝีมือการกำกับของพี่ต่อ ฟีโนมีน่า

เช่นหนังโฆษณาซึ้งๆ ของไทยประกันชีวิต (ปู่ชิว, แม่ต้อย, Que Sera Sera)

หรือโฆษณา จน เครียด กินเหล้า!  ของสสส.

หรือโฆษณาเงินติดล้อ – เราไม่อยากให้คุณกลับมาหาเราอีก

งานของพี่ต่อกวาด Cannes Lion ซึ่งเปรียบเสมือนรางวัลออสการ์ของคนทำโฆษณามาแล้วหลายสิบรางวัล จนนิตยสาร a day ต้องเชิญพี่ต่อมาขึ้นปกแล้วพาดหัวว่าคนคนนี้คือผู้กำกับโฆษณาอันดับ 1 ของโลก

ผมจึงดีใจมากที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาพี่ต่อได้เข้ามาพูดให้พนักงานที่บริษัทวงในร้อยกว่าคนฟัง (ทุกๆ สองศุกร์ เราจะมีกิจกรรม Wongnai WeShare ที่เราจะเชิญคนเจ๋งๆ มาร่วมพูดคุย)

พี่ต่อมาพูดโดยไม่มีสคริปต์ เน้นตอบคำถามเป็นหลัก และการตอบแต่ละข้อพี่ต่อจะหยุดคิดก่อนพูดเสมอ (เป็นการพูดคุยที่มี “ความเงียบ” แซมอยู่ตลอดทางมากที่สุด)

นี่คือข้อคิดที่ผมได้จากการฟังพี่ต่อในวันนั้นครับ

1. ใช้ชีวิตให้ตรงประเด็น เราถามพี่ต่อไปว่า อะไรคือปัจจัยหลักที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ พี่ต่อตอบว่าเขาแค่เป็นคนจับประเด็นเก่ง และหลักการการทำงานของเขาก็คือเวลาทำงาน ก็ทำให้ดีที่สุด พองานเราดี จะแต่งตัวยังไงก็ไม่สำคัญ ขับรถอะไรก็ไม่เกี่ยว connection ก็ไม่จำเป็น เพราะงานเราดีซะอย่าง ยังไงเขาก็ต้องจ้างเรา พอเราใช้ชีวิตตรงประเด็น ชีวิตมันก็จะง่าย

2. ทำอะไรควรสร้างการผลิต สำหรับคนที่อยากรวย อยากมีอิสระทางการเงินเร็วๆ พี่ต่อแนะนำให้ลองสำรวจดูว่า กิจกรรมที่เราทำหรือเงินที่เราใช้ไปนั้นมันสร้างการผลิตรึเปล่า ถ้าไม่สร้างการผลิตก็พยายามอย่าไปทำ เช่นปลูกไม้ประดับไม่สร้างการผลิต ปลูกผักสวนครัวสร้างการผลิต นั่งคุยการเมืองไม่สร้างการผลิต ถ้าคุณเป็นห่วงบ้านเมืองก็ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างไปเลย

3. อ่านหนังสือให้เยอะๆ เราจะเข้าใจคนดู (ลูกค้า / Consumers) ได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ธรรมชาติของเขาเป็นอย่างไร พี่ต่อจึงอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ไทยเยอะมาก รวมถึงอ่านหนังสือขึ้นหิ้งอย่างสามก๊ก ซุนวู มูซาชิด้วย ถามว่าพี่ต่อจะแนะนำหนังสืออะไรให้พนักงานวงในอ่าน พี่ต่อพูดถึงหนังสือ Good Luck ของนานมีบุ๊คส์ เป็นหนังสือที่บอกว่าโชคไม่มีอยู่จริง ความสำเร็จเป็นสิ่งที่เราสร้างเอง (เย็นวันนั้นมีน้องวิ่งไปซื้อมา 4 เล่มเลยนะครับ ผมเองก็ไปสอยมาแล้วหนึ่งเล่มเช่นกัน ไว้จะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป)

4. อย่าพยายามทำปลาแซลม่อนให้เป็นปลาช่อน เวลาเลือกคนมาแสดงโฆษณา และเลือกคนที่ทำสิ่งๆ นั้นเป็นอยู่แล้ว เช่นถ้าตัวละครต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เขาก็จะไม่เอาคนขับรถยนต์มาแสดง เพราะแค่แอคติ้งง่ายๆ อย่างการปิดเบาะมอเตอร์ไซค์ลง คนขี่มอเตอร์ไซค์จะทำได้สมจริงกว่าคนขับรถยนต์แน่ๆ ถ้าเราอยากได้ปลาช่อนก็อย่าไปเอาปลาแซลม่อนมาทำใหเป็นปลาช่อน สู้เอาเวลาไปเฟ้นหาปลาช่อนดีกว่า

5. ปัญหาเป็นเรื่องดี เพราะมันบอกให้รู้ว่ายังมีอะไรที่ไม่ดี เริ่มจากคำถามที่ว่ามีโฆษณาตัวไหนที่พี่ต่อไม่ชอบมั้ย พี่ต่อตอบว่ามีหลายตัวมากที่พอกลับไปดูแล้วเจอจุดที่มันควรจะดีกว่านี้ได้ เช่นแอคติ้งมากเกินไป ซาวด์ไม่โอเค ฯลฯ แต่กว่าจะรู้ตัวคือต้องผ่านไปซัก 1 ปีแล้วกลับมาดูใหม่ เพราะพอทำงานไปเยอะๆ รสนิยมของเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราจะมองเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองได้ดีขึ้น พอเจองานที่เขาไม่ชอบแล้ว พี่ต่อจะจำแนกออกมาเป็นข้อๆ เลยว่ามีอะไรบ้างไม่ชอบเพราะอะไร แล้วพี่ต่อก็จะไม่ทำมันอีก

พี่ต่อบอกว่าข้อผิดพลาดโคตรมีประโยชน์ เพราะถ้าเราเรียนรู้จากมันและไม่ทำมันผิดซ้ำ กราฟชีวิตของเราจะพุ่ง อันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในวันนั้นสำหรับผม เพราะผมรู้ตัวว่าไม่ค่อยกล้าสบตากับจุดอ่อนของตัวเองซักเท่าไหร่ เช่นไม่ค่อยกลับไปอ่านงานเขียนเก่าๆ และไม่กล้าอัดวีดีโอตัวเองตอนที่สอนหนังสือ แต่จากนี้ไปจะต้องลองดูซักหน่อยแล้วครับ

ขอบคุณพี่ต่ออีกครั้งที่สละเวลามาเล่าประสบการณ์และแนวทางการดำเนินชีวิตให้พวกเราฟัง และขอบคุณยุ้ย เพื่อน HR ที่เคยทำงานอยู่ฟีโนมีน่าและได้มารู้จักกันที่ทอมสันรอยเตอร์ ที่ช่วยประสานงานจนเชิญพี่ต่อสำเร็จนะครับ

—–

ป.ล. ปีแรกที่ผมเขียนบล็อก ผมมีเขียนถึงพี่ต่อในเรื่อง เงิน/ความสุข/คุณค่าด้วยนะครับ

ป.ล.2 “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬาครับ

TGIM_HardCopies

เราเกิดมาเพื่อมีความสุข(?)

20170727_purposeoflife

ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีหากเราจะคอยถามตัวเองบ้างว่า “จริงๆ แล้วเราต้องการอะไร”

เพราะบางทีเราก็ก้มหน้าก้มตามากเกินไป

ก้มหน้าก้มตากับงาน ก้มหน้าก้มตาดูแลลูก ก้มหน้าก้มตากับมือถือ ก้มหน้าก้มตากับการสังสรรค์เฮฮา

เรายุ่งกับการทำๆๆ จนบางทีก็อาจหลงลืมไปว่า ทั้งหมดนี้นั้นทำไปเพื่ออะไร

คำตอบหนึ่งก็คือ เพื่อจะได้มีความสุข

เราทำงาน จะได้มีเงินมาดูแลคนที่เรารัก จะได้เอาเงินมาซื้อความสุขได้

เราทำหน้าที่ของพ่อแม่ จะได้เห็นลูกมีความสุข แล้วเราก็มีความสุขได้

เราเล่นมือถือ จะได้รู้เรื่องชาวบ้าน จะได้เห็นอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ซึ่งก็ทำให้มีความสุขได้

แล้วเราก็สังสรรค์เฮฮากับเพื่อน เพราะเชื่อว่ามันสนุกและทำให้เรามีความสุขได้

แต่แม้เป้าหมายปลายทางคือความสุข แต่มันก็มีความทุกข์ปนอยู่ไม่น้อย

เพราะตอนที่ทำงานก็โดนเจ้านายกดดัน โดนลูกค้าด่า โดนปัญหาสารพัดสารพัน

เวลาดูแลลูก เราก็ต้องอดหลับอดนอน ไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาให้ตัวเอง

ตอนเล่นมือถือ ถ้าอยู่กับมันนานเกินไป ยิ่งไถฟีดเท่าไหร่ก็จะยิ่งค่อยๆ รู้สึกผิดและรู้สึกแย่ลงเท่านั้น

และมีหลายครั้งที่อยู๋ในวงสังสรรค์ แต่กลับเหงายิ่งกว่าอยู่คนเดียว แถมถ้าดื่มเยอะ วันรุ่งขึ้นยังปวดหัวอีก

มันจึงมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อมีความสุข

“I cannot believe that the purpose of life is to be “happy.” I think the purpose of life is to be useful, to be responsible, to be honorable, to be compassionate. It is, above all, to matter: to count, to stand for something, to have made some difference that you lived at all.”

“ผมไม่อาจเชื่อได้ว่าเป้าหมายของชีวิตคือการมีความสุข ผมคิดว่าเป้าหมายของชีวิตคือการทำตัวให้เป็นประโยชน์ มีความรับผิดชอบ มีคุณธรรม มีเมตตา และที่สำคัญที่สุดคือมีแก่นสาร มีความหมาย ได้ยืนหยัดเพื่ออะไรบางอย่าง และได้สร้างความแตกต่างให้สมกับที่เกิดมาในชาตินี้”

—Leo C. Rosten

สำหรับคุณ Leo Rosten เป้าหมายของชีวิตคือการทำให้ชีวิตนี้มีความหมายด้วยการทำตัวให้มีประโยชน์

ผมว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งนะ

ผมว่าเราสามารถมีชีวิตที่สร้างประโยชน์และมีความสุขได้ด้วย เพียงแต่สองอย่างนี้บางทีมันก็อาจไม่ได้มาพร้อมกันเท่านั้นเอง

ช่วงที่งานหนักๆ หรือลูกยังอายุไม่เกิน 3 เดือน ความสุขทางกายภาพคงเป็นสิ่งหาได้ยาก แต่อย่างน้อยเราก็ยังบอกตัวเองได้ว่า สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มีมีประโยชน์ ทั้งต่อสังคมโดยรวมและต่อมนุษย์ตัวน้อยๆ คนหนึ่ง

แม้กระทั่งการเล่นมือถือหรือการสังสรรค์ เราก็ยังสามารถสร้างประโยชน์ได้ เช่นเมื่ออ่านเจอบทความดีๆ แล้วแชร์ต่อให้เพื่อนอ่าน หรือเวลาไปงานปาร์ตี้ก็อาจจะบอกกับตัวเองว่าหน้าที่ของเราในคืนนี้คือทำให้เพื่อนมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์หรือบริบทไหน เราสามารถทำตัวให้มีประโยชน์ได้เสมอ

และเมื่อเราทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว ผลลัพธ์ที่ตามมาก็น่าจะนำมาซึ่งความสุขและความอิ่มใจครับ


Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 2 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

วันที่ไร้แผน

20170610_noplans

Paulo Coelho (เปาโล คูเอโญ่) ผู้ประพันธ์นิยายเรื่อง The Alchemist และนักเขียนที่มี followers บน social media มากที่สุดในโลก ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในพอดคาสท์ On being ว่า ถ้าตื่นเช้ามาแล้วเขารู้ว่าเขาจะทำอะไรและจะตัดสินใจเรื่องใดบ้าง ชีวิตคงน่าเบื่อสุดๆ

เพราะสิ่งที่เราไม่รู้ต่างหากที่ทำให้ชีวิตน่าสนใจ

“If I knew in the first hours of the morning what I’m going to do, what is going to happen, what attitude or decision should I take — I think my life would be deadly boring because, well, what makes life interesting is the unknown. It is the risks that we take every single moment of a single day.”

วันนี้ผมตื่นเช้ามาโดยที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรบ้าง

รู้แค่ว่าในหมู่บ้านจะมีตัดไฟตอน 8.30-15.30 ก็เลยตัดสินใจว่าจะรอเขียนบล็อกตอนเย็นๆ ดีกว่า

กินข้าวเช้าเสร็จไฟก็ดับพอดี เลยขึ้นมานอนอ่านหนังสือ ลบ 100 ครั้งชนะ 100 ครั้งจนจบ จากนั้นก็ลงไปเล่นกับลูก ก่อนจะนอนอ่านหนังสือ Awareness ของ Osho ตรงชานบ้านจนลูกมานอนหลับคาอก ผมจึงพาเขาไปนอนในที่ที่ลมโกรก ก่อนจะมานอนอ่านหนังสือต่อกับแฟนที่โซฟา

พอลูกตื่น ก็เริ่มหิวพอดี ออกไปหาอะไรกินดีกว่า ตอนแรกว่าจะไปพาราไดซ์ปาร์คตามความเคยชิน แต่วันนี้ผมกลับเอ่ยปากชวนแฟนว่าไปเซ็นทรัลบางนากันมั้ย (แฟนไม่เคยไปเดินเซ็นทรัลบางนาเลย) ก็เลยตัดสินใจไปโดยที่ไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะไปทำอะไรบ้าง

จอดรถเสร็จ เดินเข้าห้าง ก็เจอร้าน Sukishi ประจันหน้า พลันนึกได้ว่าเมื่อตอนต้นสัปดาห์แฟนบ่นๆ ว่าอยากกินปิ้งย่าง ก็เลยตรงปรี่เข้าไปที่ร้านนั้นโดยไม่ต้องคิดมาก

กินเสร็จก็มาเดินชมห้าง (ผมเองมาเดินครั้งล่าสุดน่าจะสี่ห้าปีที่แล้ว) ตื่นตาตื่นใจกับร้านซีเอ็ดที่กว้างขวางและมีถึงสองชั้น ส่วนร้าน Asia Books ก็ใหญ่กว่าสาขาที่พาราไดซ์เสียอีกจนได้หนังสือติดมือมาหนึ่งเล่ม

ดูเวลา เลย 15.30 แล้ว ไฟที่หมู่บ้านน่าจะกลับมาแล้ว เลยจะกลับบ้านกัน แต่ระหว่างทางเดินไปที่ลานจอดรถก็เห็นป้ายของร้านไอติม Cold Stone โฆษณาว่าถ้าใช้ Galaxy Gift จะได้กินไอติมราคาพิเศษ เลยนั่งกินไอติมกันต่อโดยมีลูกสาวคอยผสมโรงด้วย

กลับถึงบ้านไม่เท่าไหร่ ก็มีลูกพี่ลูกน้องและคุณลุงที่ไม่ได้เจอกันเป็นปีมาเยี่ยมที่บ้านโดยไม่ได้นัดกันก่อน (พอดีเป็นวันเกิดของคุณลุงพอดี ลูกๆ ของคุณลุงเลยพามาเยี่ยมลูกของน้องชายผมที่เพิ่งเกิดเมื่อวันจันทร์ เลยแวะมาหาปรายฝนลูกสาวของผมด้วยซะเลย)

เป็นวันที่ไม่ได้วางแผน แต่ทุกอย่างกลับแสนลงตัว

บางทีชีวิตก็ดีได้โดยไม่ต้องตั้งใจนะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

สรุปชีวิตในหนึ่งประโยค

20170309_lifeinasentence

“My entire life can be described in one sentence: It didn’t go as planned and that’s okay.”

“ฉันสามารถสรุปชีวิตของฉันออกมาได้เป็นหนึ่งประโยค คือมันไม่ได้เป็นไปตามแผน แต่มันก็โอเคนะ”

― Rachel Wolchin

โลกนี้อาจจะแบ่งคนออกมาเป็นสองจำพวก

พวกแรกคือใช้ชีวิตตามน้ำ ไหลไปเรื่อยๆ โดยไม่อนาทรว่าน้ำจะพาเราไปไหน

พวกที่สองคือพวกที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการอะไร วางแผนอย่างรอบคอบและทำตามแผนนั้น

ชีวิตตามน้ำอาจจะสบายกว่า เครียดน้อยกว่า และเป็นธรรมชาติกว่า

ชีวิตทวนน้ำอาจะเหนื่อยกว่า เครียดกว่า แต่อาจพาเราไปสู่จุดที่เราต้องการได้ดีกว่า

คงชี้ไม่ได้ว่าแบบไหนถูก แบบไหนผิด เพราะแต่ละคนก็มีทางที่เหมาะกับจริตของตัวเอง และบางทีเราก็ตกอยู่ในกลุ่มแรก บางคราวเราก็ฮึดขึ้นมาอยู่ในกลุ่มหลัง

และต่อให้วางแผนมาดีเท่าไหร่ แผนมันอาจจะล่มก็ได้

หรือต่อให้ไม่ได้วางแผนเลย เราก็อาจได้มาสู่จุดที่ดีมากๆ ก็ได้

สุดท้าย สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเรายังนั่งหายใจอยู่ตรงนี้ ยังกินอิ่มนอนอุ่น และยังได้ออกไปใช้ชีวิตอีกหนึ่งวัน

เหมือนที่พี่ตูนเคยว่าไว้

ไม่ว่าจะร้ายดี ชีวิตยังคงสวยงาม


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ชีวิตมันไม่ง่าย

20170213_lifeainteasy

และจะยากกว่านี้อีกถ้าเราไม่ฉลาด

“This life’s hard, but it’s harder if you’re stupid.”
-George V. Higgins, The Friends of Eddie Coyle

เรามาเกิดเพราะความไม่รู้ และเราเกิดมาด้วยความไม่รู้

ชีวิตจึงเป็นโรงเรียนให้เรามาเรียนรู้

เรียนรู้เรื่องโลก เพื่อจะได้ทำมาหากินและได้มาซึ่งปัจจัยในการดำรงชีวิตที่สุขสบายตามอัตภาพ

และเรียนรู้เรื่องตัวเอง เพื่อจะเป็นคนที่จิตใจสูงขึ้นและรับมือกับปัญหาได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น

ปัญหาส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ ไม่ได้เกิดจากการไม่รู้จักโลก แต่เกิดจากการไม่รู้จักตัวเอง

ดังนั้น การเรียนรู้ทั้งสองอย่างจึงต้องไปด้วยกัน

เพราะถ้าไม่รู้เท่าทันตัวเอง ยิ่งรู้เรื่องโลกเท่าไหร่ จะยิ่งทุกข์มากขึ้นเท่านั้น


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คำเล็กๆ ของคนบางคน

20170203_littlewords

เมื่อตอนหัวค่ำที่ผ่านมา ผมได้รับต้นฉบับหนังสือของผมที่ผ่านการทำอาร์ตเวิร์คเสร็จเรียบร้อยแล้ว

(ใช่ครับ ผมกำลังจะออกหนังสือ! ไว้จะเล่ารายละเอียดให้ฟังเร็วๆ นี้นะครับ)

ในต้นฉบับมีบทความเก่าๆ ที่ผมเคยเขียนเอาไว้ แฟนผมพลิกดูแล้วก็เปรยขึ้นมาว่า “แต่ก่อนรุตม์เขียนบทความได้ยาวเหมือนกันเนอะ”

เหมือนจะเป็นการบอกกลายๆ ว่าเดี๋ยวนี้ผมเขียนสั้นจังเลย

ซึ่งก็จริงของเขา และผมก็ใช้เวลาขบคิดอยู่ซักพักนึงว่าเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น

เหตุผลแรกที่คิดออกก็คือ พอเปลี่ยนที่ทำงานใหม่เมื่อเดือนกันยายน ก็ใช้เวลากับงานมากขึ้นจนไม่ค่อยเหลือแรงเขียนอะไรยาวๆ

เหตุผลที่สองที่พอจะคิดได้ คือผม “หมดก๊อก” แล้ว เพราะของดีๆ ความคิดต่างๆ ที่เคยมีอยู่ในหัวก็ถูกถ่ายทอดลงบล็อกไปเกือบหมดตั้งแต่ช่วงปีแรกแล้ว

แต่ผมว่าน่าจะมีเหตุผลที่ลึกกว่านั้น นั่นคือที่เขียนสั้นเพราะไม่มีเรื่องอะไรให้เล่า เลยต้องพึ่งพา “คำคม” ซะเยอะ แล้วเขียนความคิดประดับเข้าไป จึงไม่มีเนื้อหาอะไรที่จับต้องได้มากนัก

แล้วเหตุใดถึงไม่มีอะไรให้เล่า?

ผมคิดว่าคำตอบที่ดีที่สุดก็คือ แต่ก่อนผมกับแฟนจะทำงานอยู่ใกล้กัน ผมจะเป็นคนขับรถไปส่งแฟนถึงออฟฟิศแล้วปั่นจักรยานปันปั่นมาที่ทำงานผม พอเย็นก็ปั่นจักรยานไปรับแฟนที่ออฟฟิศแล้วขับรถกลับบ้าน

ช่วงที่นั่งในรถทั้งขาไปขากลับนี่แหละคือช่วงเวลาที่ได้คุยโน่นคุยนี่จนเกิดเป็นประเด็นโน้นประเด็นนี้ขึ้นมา

แต่พอย้ายงาน ต่างคนต่างขับรถไปทำงานเอง ผมก็เลยเสียโอกาสในการคุยเรื่องสัพเพเหระไป พอไปถึงที่งานก็ได้คุยแต่เรื่องงานแล้ว

ใครจะไปนึกว่าการพูดคุยกับแฟนเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างอยู่ในรถ คือแหล่งเชื้อเพลงชั้นดีสำหรับงานเขียนของผม


มันทำให้ผมนึกถึงอีกประเด็นหนึ่งที่ผมขบคิดมานาน ว่าคำพูดของคนเรานั้นอาจมีผลกระทบอย่างที่เรานึกไม่ถึง

ถ้าใครตามอ่านบล็อก Anontawong’s Musings จะรู้ดีว่าช่วงนี้ทุกวันอาทิตย์ผมจะเขียนถึง Sapiens ซึ่งเป็นหนังสือที่ว่าด้วยความเป็นมาของมนุษยชาติ

Sapiens แต่ละตอนใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงเพื่อจะอ่านแต่ละบทซ้ำอีกครั้งแล้วนำมาเรียบเรียงตามความเข้าใจของเราอีกรอบ แต่บทความเรื่อง Sapiens นี้กลับถูกแชร์น้อยกว่าบทความอื่นๆ อยู่หลายช่วงตัวเลยทีเดียว

กระนั้นก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้คุยกับ “เบียร์” น้องที่เคยทำงานทีมเดียวกันเมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาบอกว่าตอนนี้เขากำลังอ่านหนังสือ Sapiens อยู่ หลังจากได้รับแรงบันดาลใจจากบทความของผม

ส่วน”ทอม” น้องอีกคนนึงที่มาเยี่ยมบ้านเมื่อวันอาทิตย์ ก็มาถามผมด้วยความสนอกสนใจว่าหนังสือ Sapiens อ่านยากมั้ย เพราะเขาอ่านบล็อกแล้วรู้สึกว่ามันสนุกมาก อยากจะลองซื้อมาอ่านดูบ้าง (ผมเลยหยิบหนังสือให้ พอทอมเปิดดูได้สักพักก็ยิ้มแห้งๆ “ผมรอพี่สรุปให้อ่านดีกว่าครับ”)


สัปดาห์ที่แล้วอีกเช่นกัน ผมนัดกินส้มตำกับ “พี่นก” เพื่อถามความรู้เรื่อง HR

ระหว่างทานอยู่ก็เห็น “เหมียว” เดินเข้ามาในร้านคนเดียว ผมกินข้าวกับพี่นกเสร็จก็เลยมานั่งคุยกับเหมียวต่อหลังจากไม่ได้คุยกันมานานหลายปี

เหมียวเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้เขากำลังอินกับการวิ่งมาก มีจัดทริปไปวิ่งในที่แปลกๆ ด้วย ทริปต่อไปเหมือนจะไปวิ่งที่กำแพงเมืองจีน

แล้วเหมียวก็พูดกับผมว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาออกกำลังกายจนเป็นนิสัยก็เพราะประโยคหนึ่งที่ผมเคยบอกเขาไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว

พอเห็นผมทำหน้างง ก็รู้ว่าผมจำไม่ได้ชัวร์ เขาเลยเท้าความว่าผมเคยอธิบายว่าในสมองเราจะมีต่อมอยู่ต่อมหนึ่งที่มันจะทำงานทันทีในเวลาที่เราพยายามจะเปลี่ยนแปลงอะไรกะทันหัน และมันนี่แหละที่เป็นตัวขัดขวางให้เราสร้างนิสัยใหม่ไม่สำเร็จซักที ดังนั้นถ้าอยากจะเปลี่ยนนิสัยอะไร ก็ต้องค่อยๆ ทำ อย่ารีบร้อน

ตอนแรกเหมียวก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอผ่านไปสองสามเดือนประโยคนี้ก็แล่นเข้ามาในหัว เขาก็เลยเริ่มไปที่สนามกีฬาทุกวันโดยไม่บังคับตัวเองว่าต้องออกกำลังกาย แค่พาตัวไปอยู่ตรงนั้นให้คุ้นเคยกับสถานที่ จากนั้นจึงค่อยๆ เริ่มเดิน แล้วจึงค่อยๆ เริ่มวิ่ง จนตอนนี้เขาวิ่งมาราธอนมาไม่รู้กี่รายการแล้ว


เมื่อปี 2009 ผมทำงานเป็น support team leader อยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์

วันดีคืนดี internal communication manager ที่บริษัทก็ลาออก ผ่านไปหลายสัปดาห์ก็ยังไม่เห็นประกาศคนใหม่ พอผมเจอหน้าพี่นก (คนเดียวกับที่ผมกินส้มตำด้วยเมื่อองก์ที่แล้ว) ก็เลยถามว่าได้คนใหม่รึยัง เขาก็บอกว่ายังเลยและแถมด้วยคำพูดทีเล่นทีจริงว่า “บันไม่ลองสมัครดูล่ะ” (HR ที่นั่นจะเรียกผมว่า “บัน”)

ผมตอบปฏิเสธแทบจะทันทีเพราะผมรู้สึกว่าตำแหน่งนี้ไม่ค่อยมี career path เท่าไหร่ แถมเราก็ทำงานด้าน technical มาตลอด จะให้ข้ามสายไปทำด้าน marketing & communication ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้ดีรึเปล่า

แต่พอกลับไปนั่งคิดนอนคิดช่วงสุดสัปดาห์ ก็ค้นพบว่าจริงๆ เราน่าจะเหมาะกับงานนี้ ก็เลยกลับไปบอกพี่นกว่าขอลองสมัครดู และสุดท้ายก็ได้ทำตำแหน่งนี้จริงๆ

และ career path ของผมก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

ถ้าวันนั้นพี่นกไม่ชวนเล่นๆ ผมก็คงไม่ได้ทำงานด้านการสื่อสาร และอาจไม่ได้สร้างบล็อก anontawong.com นี้ขึ้นมา

ถ้าวันนั้นผมไม่ได้เล่าให้เหมียวฟังเรื่องการทำงานของต่อม amygdala เหมียวอาจจะไม่ได้จัดทริปไปวิ่งที่กำแพงเมืองจีน

และถ้าคืนนี้แฟนผมไม่ได้เปรยว่า “แต่ก่อนรุตม์เขียนบทความได้ยาวเหมือนกันเนอะ” ผมก็คงไม่มีเรื่องมาเล่าได้ยาวขนาดนี้

คำพูดเล็กๆ บางคำ อาจมีพลังขนาดเปลี่ยนทิศทางชีวิตของคนๆ หนึ่งได้

จึงเป็นเหตุผลที่ดีที่เราต้องระมัดระวังคำพูดของตัวเอง

และเป็นเหตุผลที่ดีที่จะเขียนบล็อกนี้ต่อไป ตราบใดที่ยังไม่หมดก๊อกครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

สิ่งที่สอนกันไม่ได้

20161229_unteachable

“Nothing that is worth knowing can be taught”

“สิ่งที่ควรค่าแก่การรู้จริงๆ นั้นสอนกันไม่ได้หรอกนะ”

– Oscar Wilde

หากได้ลองทบทวนตัวเองดีๆ เราอาจสังเกตว่า บทเรียนสำคัญนั้นมักไม่ได้ออกมาจากปากหรือปากกาของใคร

แต่ออกมาจากใจเราเอง

เพราะต่อให้เราได้ยินหรือได้อ่านคำสอนดีๆ มากแค่ไหน เราก็ได้รับแค่ “ชุดข้อมูล” ที่สมองของเราจดจำได้ แต่เรายังไม่ได้เข้าใจ เพราะมันยัง “เข้า” ไปไม่ถึง “ใจ” เราจริงๆ

ความรู้ส่วนใหญ่จึงเป็นแค่เพียงความจำ แต่ไม่ได้นำไปสู่การปรับปรุงพฤติกรรมเพื่อให้ชีวิตของเราดีงามขึ้น

ต่อเมื่อเราได้เจอเหตุการณ์บางอย่าง ที่บังคับให้เรากลับมาตั้งคำถามกับนิสัยหรือวิถีชีวิตที่ผ่านมาอย่างจริงจังแล้วนั่นแหละ เราถึงจะเข้าถึงข้อสรุปได้ด้วยตัวเอง และนำความ “เข้าใจ” นั้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ จนไม่อาจกลับไปทำผิดแบบเดิมๆ อีก

“Nothing that is worth knowing can be taught”

ในฐานะพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือผู้อาวุโสกว่า เราจึงต้องเผื่อใจไว้ว่า คำสอนของเราอาจไปไม่ถึง “นักเรียน” ของเราหรอก

อย่างมากที่สุดที่เราพอจะทำได้ คือการเป็นแบบอย่างที่ดีและส่งเสริมให้นักเรียนคนนั้นได้คิดและหาคำตอบของตัวเองครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สิ่งใดที่ได้มาโดยง่าย

20161206_whatcomeseasy

มักจะอยู่ได้ไม่นาน

สิ่งใดที่จะอยู่ได้นาน มักไม่ได้มาโดยง่าย

What comes easy won’t last long.
What lasts long won’t come easy.
-Unknown

นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำไมสามล้อถูกหวยถึงมีความเสี่ยงที่จะกลับมาถีบสามล้อใหม่

เพราะการมีเงินกับความมั่งคั่งเป็นคนละเรื่องกัน

ความมั่งคั่งไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขในบัญชีอย่างเดียว แต่มีมิติด้านวิธีคิดเกี่ยวกับเงิน การเก็บเงิน การลงทุน และการใช้เงินด้วย ซึ่งทักษะเหล่านี้ต้องใช้เวลาบ่มเพาะยาวนานหลายปี

ในโลกที่ความเร็วเป็นใหญ่และคนรอไม่ได้ เรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามาสู่ความสนใจของประชาชนจึงมักเป็นเรื่องจุดพลุ ที่มาไว ไปไว แต่พอจบเรื่องแล้วถามว่าประชาชนได้อะไรมากน้อยแค่ไหน?

ถ้าเราอยากสร้างสิ่งที่มีคุณค่าจริงๆ ก็ต้องพร้อมที่จะยอมรับว่ากว่าเราจะเก่งงานนี้มันต้องใช้เวลา และกว่างานของเราจะเป็นที่ยอมรับก็ต้องใช้เวลา อาจจะต้องรอนานหน่อย อาจจะไม่ทำให้เรารวยเปรี้ยงปร้าง แต่พอมันผลิดอกออกผลเมื่อไหร่เราก็จะมีกินมีใช้ไปนาน

ฝรั่งจะมีคำพูดติดปากว่าสิ่งดีๆ นั้นใช้เวลาเสมอ – Good things take time

เหลือแค่ว่าเราเองนั่นแหละ ที่จะเข้าใจกฎข้อนี้ และพร้อมที่จะปล่อยให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมันรึเปล่า



facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ที่ชีวิตมันยาก

20161126_difficult

Sometimes you face difficulties not because you’re doing something wrong but because you’re doing something right

บางครั้ง การที่เราต้องเจอเรื่องยุ่งยากไม่ใช่เพราะว่าเรากำลังทำอะไรผิด แต่เพราะเรากำลังทำอะไรถูกต่างหาก

– Joel Osteen


ชีวิตของผมช่วงนี้ยากเป็นพิเศษ เพราะกำลังปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ เจองานที่ทำให้เราเก้ๆ กังๆ และไดนามิกส์การทำงานก็เปลี่ยนไปทำให้บางครั้งก็รับงานมามามากเกินตัว จนบางทีต้องอยู่ออฟฟิศเกิน 12 ชั่วโมงตลอดสัปดาห์

ถือเป็นเรื่องท้าทายที่ทำให้เราได้เติบโต

การเติบโตนั้นยากลำบากเสมอ (Growth is always painful)

ในทางกลับกัน ถ้าชีวิตมันง่ายดายไปหมด อยู่แต่ใน comfort zone ตลอดเวลา นั่นก็แสดงว่าเราไม่ได้เติบโตเลย

ความยากลำบากอาจนำมาซึ่งความทุกข์ทั้งทางกายและทางใจ แต่ในขณะเดียวกันมันก็นำมาซึ่งความสุขด้วย เพราะมนุษย์เราจะมีความสุขเมื่อได้เห็นความก้าวหน้าไม่ว่าจะในเนื้องานหรือในตัวเราเอง

ใครก็ตามที่กำลังมีชีวิตที่ลำบากอยู่ ผมเอาใจช่วยนะครับ ถือว่าเราหัวอกเดียวกัน

และในวันหนึ่ง เมื่อตัวเราที่โตขึ้นมองย้อนกลับมา ผมเชื่อว่าเราจะรู้สึกขอบคุณความยากลำบากในวันนี้ครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เลือกด้วยความหวัง

20161121_hopes

ไม่ใช่ด้วยความกลัว

May your choices reflect your hopes, not your fears

– Nelson Mandela


ในสมัยที่มนุษย์เรายังหากินด้วยการเข้าป่าล่าสัตว์ (forager) เราจะใช้ชีวิตในโหมด Fight or Flight

ถ้ารู้ว่าเรา (หรือพวกเรา) มีกำลังพอที่จะต่อกรกับสัตว์ที่อยู่ข้างหน้า เราก็เลือกที่จะสู้ (Fight)

แต่ถ้ารู้ว่าไม่น่าจะสู้ได้ เราก็เลือกที่จะหนี (Flight)

การคิดแบบ Fight or Flight ในสมัยนั้นมีความจำเป็น เพราะเดิมพันสูงมาก ถ้าตัดสินใจพลาดก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

แต่โลกสมัยนี้ เดิมพันต่ำลงไปเยอะ

ถ้าเลือกผิด ก็อาจะเสียเงิน เสียเวลาไปบ้าง

แต่ถ้าถ้าเลือกถูก ก็อาจจะได้อะไรดีๆ กลับมามหาศาล

May your choices reflect your hopes, not your fears

ถ้าเจออะไรที่ไม่แน่ใจ อย่าเพิ่งคิดหนีเลย ลองสู้ดูซักตั้ง

ถ้าสู้แล้วแพ้ ก็แค่ออกมาพักแล้วกลับไปสู้ใหม่เท่านั้นเอง


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com