พูดเมื่อดีกว่าเงียบ

20150405_SpeakOrSilence

Do not speak unless it improves on silence
– Unknown

อย่าพูด ยกเว้นเสียแต่มันจะดีกว่าความเงียบ
– นิรนาม

—–

สมองของคนเรานั้นคิดตลอดเวลา

บางสำนักบอกว่าเรามีความคิดวันละ 20,000 ความคิด

บางสำนักก็บอกว่าวันละ 50,000

และส่วนหนึ่งของความคิด ก็หลุดออกมาเป็นคำพูด

—–

เคยรู้สึกมั้ยว่าถ้าเราต้องนั่งเงียบๆ กับคนที่ไม่คุ้นเคย ความเงียบนั้นจะกลายเป็น dead air ที่ทำให้เรารู้สึกอึดอัดและผลักให้เราหยิบเรื่องอะไรก็ได้ขึ้นมาคุยกับเขา

ที่เราพูดออกไปเพราะว่าอะไร?

เพราะอยากรู้จักเขามากขึ้น? เพราะกลัวเสียมารยาท? หรือเพราะว่าความเงียบมันอึดอัดเกินไป?

ถ้าอยากรู้จักกันมากขึ้นจริงๆ ผมก็สนับสนุนให้คุยกันนะ เพราะการพูดคุยทำให้เราสนิทกันมากขึ้น

แต่ในบางสถานการณ์ ถ้าเราไม่รู้จะคุยอะไรจริงๆ การบังคับตัวเองให้พูดออกมา อาจจะได้เพียงประโยคอันว่างเปล่า และทำให้ dead air หนักกว่าเดิมหลังจากพูดจบแล้ว

ในสถานการณ์อย่างนี้ ความเงียบอาจจะช่วยให้เราสื่อสารกันได้ดีกว่าคำพูดใดๆ นะครับ

ความสุขของการเดินทาง

20150404_JourneyDestination

If you are not enjoying the journey, you probably won’t enjoy the destination.
– Unknown

ถ้าคุณไม่สนุกกับการเดินทาง คุณก็อาจจะไม่ชอบปลายทางนะ
– นิรนาม

—–

เคยถามตัวเองมั้ยครับว่า สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันจะนำเราไปสู่อะไร?

งานที่เราทำ ละครที่เราดู เพื่อนที่เราคุยด้วย ความเห็นที่เราตามอ่านในเฟซบุ๊ค

สิ่งเหล่านี้ให้พลังงานบวกหรือพลังงานลบมากกว่ากัน?

แม้ว่ามันจะเป็นลบเพียงเล็กน้อยในความรู้สึกเรา แต่ถ้าเราเจอมันทุกวัน มันจะทบเท่าทวีคูณ และอาจนำพาเราไปสู่สภาพที่ไม่น่ารื่นรมย์

(ส่วนชาวพุทธ ถ้ามองข้ามช็อต มันอาจจะนำพาเราไปสู่ทุคติภูมิได้เลย)

ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน และมั่นใจว่าเป็นปลายทางที่ดี หากการเดินทางมันจะมีขลุกขลักบ้างก็ไม่เป็นไร ถือเป็นรสชาติชีวิต

แต่ถ้าเราเดินทางโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังจะไปไหน แถมยังไม่สนุกกับการเดินทางอีก อันนี้ผมว่าต้องกลับมาคุยกับตัวเอง หรือปรึกษาคนใกล้ตัวแล้วล่ะ ว่าจะปล่อยให้ชีวิตเท้งเต้งอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จริงๆ หรือ

เพราะโลกนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญ และสิ่งดีๆ ที่ได้มาก็ไม่ใช่เพราะว่าโชคช่วย

แล้วถ้าเรายังไม่มีจุดหมายล่ะ?

ผมว่าก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่เรายังมีความสุขกับการเดินทาง

ตั้งแต่ต้นปี ผมเองก็เริ่มเขียนบล็อกนี้จริงๆ จังๆ ทั้งๆ ที่ยังเห็นภาพไม่ชัดเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วผมต้องการอะไรจากการนั่งหน้าคอมเพิ่มวันละ 1-2 ชั่วโมงทุกวัน

แต่อย่างน้อยผมรู้สึกว่ากำลังสนุกกับการเดินทางครั้งนี้ชะมัด

และเมื่อเราใช้ความสุขนำ ผมเชื่อว่ามันจะพาเราไปสู่ปลายทางที่ดีได้ครับ

พูดไปเถอะครับพี่

20150401_MenExpectTooMuch

Men expect too much, do too little
– Allen Tate

คนเราคาดหวังมากเกินไป ลงมือทำน้อยเกินไป
– อัลเลน เทท

—–

ใครเป็นเด็กกิจกรรมน่าจะเคยเจอคนประเภท “นาโต้”

NATO – No Action. Talk Only.

เราจะเจอคนประเภทนี้ปะปนอยู่ในกลุ่ม “อาสาสมัคร” ที่จะมาช่วยกิจกรรมเสมอๆ

ถึงนาโต้จะมีอยู่ไม่เยอะ แต่มักจะเสียงดังและพูดมากที่สุด เลยมักจะครอบงำ (dominate) การประชุมอยู่เรื่อย

พวกนาโต้ จะบอกว่าทีมงานควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ แสดงความรู้ที่พกมาเต็มกระเป๋า

แต่พอถามว่า ใครจะรับงานไปทำบ้าง นาโต้มักจะออกตัวว่าช่วงนี้ยุ่งมาก

หรือถ้ารับปากว่าจะเอาไปทำ ก็ทำออกมาแล้วไม่ได้ครึ่งอย่างที่คุยไว้

เวลาประชุม ผมจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับพวกนาโต้มากนัก สิ่งที่ผมสนใจมากกว่า คือคนที่อาสาจะรับผิดชอบงานแต่ละชิ้น ว่าทำกันไหวมั้ย มีแรง-มีทักษะ-มีเวลาพอที่จะทำรึเปล่า

เพราะทำงาน “การกุศล” มันเหนื่อยนะครับ

เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แถมยังได้กระดูกมาแขวนคอเป็นประจำ

ถ้างานชิ้นไหนดูลำบากเกินไป ก็ต้องหาคนช่วย หรือไม่ก็ปรับเนื้องานให้มันน้อยลง อาจจะไม่เจ๋งอย่างที่พวกนาโต้คาดหวัง แต่ที่แน่ๆ คือ “คนทำงานจริงๆ” เขาสบายใจ

ส่วนพวกนาโต้ ก็ปล่อยให้เขาได้พูดไปเถอะ

แต่ตราบใดที่เขาไม่พร้อมจะลงแรง ก็อย่าไปให้น้ำหนักเขามากนักเลย

ให้เขาสุขใจในหอคอยของเขาต่อไป

วันหนึ่ง ถ้าคิดได้ คงจะปีนลงมาเอง

ทำก่อน เชื่อทีหลัง

20150330_DoFirstBelieveSecond

We don’t take action because we believe.
We believe because we take action.
Do first. Believe second
-Seth Godin

—–
เรื่องบางเรื่องเราไม่รู้หรอกว่าทำได้หรือไม่ได้ จนกว่าจะลองลงมือทำ

ชีวิตผมจะว่าไปก็จับพลัดจับผลูมาตลอด

อยากเรียนวิศวะคอมพิวเตอร์ แต่มหาวิทยาลัยเปิดสอนไม่ได้เพราะเด็กน้อยเกินไป เลยต้องไปเรียนวิศวะไฟฟ้า

จนวิศวะไฟฟ้ามา ดันเผลอไปสมัครงานบริษัทซอฟต์แวร์ แล้วก็ได้มาเป็น software engineer ทั้งๆ ที่เคยเรียนวิชา Programming แค่เทอมเดียว

ทำงานด้านซอฟท์แวร์มาได้ 6 ปี ตำแหน่ง communication manager ก็ว่างขึ้นมา เลยลองสมัครดู ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำได้ดีมั้ย แต่เห็นงานแล้วมันน่าทำเลยขอลอง ก็ทำมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ก็มั่นใจในวิชาชีพนี้พอสมควร

ผมเขียนบล็อกลง Anontawong.com ครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2555

ณ วันที่ 31 ธ.ค.2557 Anontawong.com มีบทความแค่ 15 บทความเท่านั้น

หรือปีหนึ่งเขียนประมาณ 5 บทความ (จริงๆ ไม่ถึงด้วย เพราะมีหลายโพสต์ที่ผมแค่อัพรูปเฉยๆ)

จนวันที่ 2 ม.ค. 2558 หลังจากกลับมาจากไปเที่ยวปีใหม่ แล้วมีเวลาอยู่กับบ้านว่างๆ ก็เลยคิดสนุกว่า ไหนเราลองมาเขียน anontawong.com จริงๆ จังๆ ดูซิ

แต่ผมก็มีคำถามกับตัวเองว่า จะมีเรื่องเล่าซักแค่ไหนกันเชียว และจะมีคนเห็นประโยชน์มันบ้างมั้ย

ตอนแรกผมเลยตั้งเป้าง่ายๆ ให้ตัวเองว่า จะเขียนบล็อกติดต่อกันให้ได้สามวันเสียก่อน

พอครบสามวัน ผมก็เลยขยับเป้าหมายเป็นเขียนติดต่อกันจนกว่าจะครบหนึ่งสัปดาห์

เมื่อทำได้ ก็เลยบอกตัวเองให้เขียนทุกวันจนกว่าจะจบเดือนมกราคม

และเดือนกุมภาพันธ์…

และเดือนถัดไป

เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา ผมก็ได้รับแจ้งจาก WordPress ว่าผมเขียนบล็อกครบ 100 ตอนแล้ว

20150337_100Posts

สามปีแรก 15 ตอน

สามเดือนถัดมา 85 ตอน

ความแตกต่างไม่น้อยเลย

หลังจาก “ทำ” มาร่วมสามเดือน ตอนนี้ผมเริ่ม “เชื่อ” แล้วว่า ผมน่าจะเอาดีทางนี้ได้

จึงขอประกาศไว้ ณ ที่นี้ว่า Anontawong.com จะมีบทความใหม่ไปทุกวันนะครับ!

แน่ใจแล้วเหรอ?

20150326_OpinionOrFact

“Everything we hear is an opinion, not a fact.
Everything we see is a perspective, not the truth.”
– Marcus Aurelius

“ทุกสิ่งที่เราได้ยินเป็นเพียงความเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
ทุกสิ่งที่เราเห็นเป็นเพียงมุมมอง ไม่ใช่ความจริง”
– มาร์คัส ออเรลิอุส

อาจเพราะนามสกุล ผมจึงมักถูกไถ่ถามเรื่องการเมือง

คนถามคงคิดว่าผมจะรู้ข่าววงใน หรือรู้อะไรลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป

ขอสารภาพไว้ตรงนี้ว่า ผมตามข่าวการเมืองน้อยมาก

เอาเข้าจริงๆ ผมแทบไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์หรือดูข่าวทีวีเลย ยกเว้นช่วงที่กลับมาถึงบ้านและนั่งคุยกับพ่อกับแม่ ซึ่งจะเปิดทีวีฟังข่าวเกือบตลอดเวลาอยู่แล้ว

แต่ก่อนผมเคยตามข่าวการเมืองแบบเข้มข้น ช่วงที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และถูกถอดออกจากผัง จนต้องมาจัดรายการในสวนลุมพินี ผมตามอ่านตามดูตลอด แถมยังเขียนบล็อกลง multiply.com เพื่อ “ระบาย” ความกังวลที่ผมมีอยู่ ณ ตอนนั้น

แต่หลังจากทักษิณโดนรัฐประหารแล้ว ผมก็เลิกเขียนบล็อกและตามข่าวการเมืองน้อยลงไปเรื่อยๆ

เพราะเห็นว่า รู้ไปก็เท่านั้น เครียดไปก็เท่านั้น

โอเคล่ะ การที่เราติดตามข่าวสารบ้านเมืองจน “รู้” หมดว่าใครทำอะไร สมคบกับใคร เคลื่อนไหวอย่างนี้มีจุดประสงค์อะไร มันทำให้เราสามารถคุยกับคนอื่นได้อย่างมีอรรถรส

แต่คำถามคือ “เพื่ออะไร?”

เพื่อส่วนรวมหรือเพื่อประกาศตัวตน?

—–

ผมว่าอันตรายไม่ได้เกิดจากความไม่รู้

แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเรารู้เรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วสิ่งที่เรารู้อาจจะเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งก็ได้

ถ้ามองให้ดีๆ ความรู้ “ของผม” มีอยู่น้อยมาก

ผมรู้ว่าไฟมันร้อน เพราะผมเคยนั่งข้างกองไฟมาแล้ว

ผมรู้ว่าพริกมันเผ็ด เพราะผมเคยกินพริกมาแล้ว

ผมรู้ว่าพระอาทิตย์ขึ้นมันงามตา เพราะผมเคยดูพระอาทิตย์ขึ้นมาแล้ว

เหล่านี้คือประสบการณ์ตรง ที่ผมสามารถกล่าวได้ว่าเป็นความรู้ของผมจริงๆ เพราะได้รับข้อมูลทางตรงหรือที่เรียกว่า “ข้อมูลปฐมภูมิ” นั่นเอง (Primary data)

แต่ความรู้อีก 99% ที่ผมมีอยู่ ไม่ได้มาจากประสบการณ์ตรง แต่มาจากการข้อมูล “ทุติยภูมิ” (secondary data) ที่รับรู้มาจาก “คนอื่น” แทบทั้งนั้น

เช่นเรื่องโลกกลม

ผมไม่เคยบินออกไปนอกโลกเพื่อที่จะเห็นชัวร์ๆ ว่าโลกมันกลมจริงๆ

เพียงแต่เคยเห็นรูปถ่ายและในหนัง

ผมเคยนั่งเครื่องบินข้ามประเทศ แต่มองลงไปก็มองไม่เห็นว่าโลกกลม เพราะมีแต่เมฆ หรือถ้าเห็นพื้นอย่างมากก็แค่มนๆ

คุณอาจจะคิดว่า ผมบ้าแน่ๆ ที่ตั้งคำถามว่าโลกมันกลมจริงรึเปล่า

เพราะใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้นว่าโลกมันกลม หลักฐานทุกอย่างก็ชี้ให้เห็นอยู่ว่าโลกมันกลม ขนาดเด็กประถมยังรู้เลยว่าโลกกลม

แต่ก่อนการมาของกาลิเลโอ ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้นว่าโลกมันแบนนะครับ

และใครๆ ก็รู้ด้วยว่าของหนักกว่าย่อมตกถึงพื้นก่อนของที่เบากว่า

ถ้าผมไปถามคนสมัยก่อนว่า รู้ได้ไงว่าโลกแบนหรือของหนักตกเร็วกว่าของเบา ก็คงโดนตวาดกลับมาว่า ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้น เรื่องเบสิคๆ อย่างนี้ แม้แต่เด็กประถมยังคิดได้เลย

การคิดเอาเองด้วยตรรกะ ประสบการณ์ หรือ ข้อมูลที่มี ไม่จำเป็นต้องนำพาเราไปสู่ข้อเท็จจริงเสมอไป

ผมไม่ได้จะบอกว่า โลกนี้ไม่กลมนะครับ

ผมเพียงแต่พยายามจะชี้ให้เห็นว่า ความรู้ที่เรามั่นใจนักหนาว่ามันเป็นความจริง มันไม่ได้มาจากประสบการณ์ตรงเลย แต่มาจากการอ่านหนังสือ ดูทีวี เชื่อฝรั่ง และอนุมานเอาเองเกือบทั้งนั้น

ขอย้ำอีกครั้ง อันตรายไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเรารู้เรื่องนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว

ขอยกตัวอย่างความรู้ที่เราหลายคนมั่นใจว่าเป็นความจริงนะครับ

มนุษย์ไปเดินบนดวงจันทร์มาแล้ว
จักรวาลเริ่มต้นที่บิ๊กแบง
ทักษิณเป็นคนเลว
ฝรั่งเก่งกว่าคนไทย
ในน้ำมันมีอะตอมของคาร์บอน
โลกกำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ
ศาสดาของเราเจ๋งที่สุด

แล้วยังไงต่อ?

สิ่งที่ผมอยากจะสื่อก็คือ ถ้าเรารู้ตัวว่าสิ่งที่เรารู้ เราคิด เราเห็น ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด ความยึดมั่นในคำตอบของเราก็จะน้อยลง

เราจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาทะเลาะกับคนที่มีความคิดเห็นคนละขั้วกับเรา

เพราะเรารู้ตัวดีว่า ต่างคนต่างก็มีข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์พอๆ กัน และความรู้ที่เรามีก็ไม่ใช่ “ความรู้ของเรา”  เพราะได้ยิน ได้ฟังมาจากคนอื่นซะเป็นส่วนใหญ๋

ถึงยังไง พอเถียงกันจบแล้ว เราก็เปลี่ยนความคิดของอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ดี

และต่อให้เปลี่ยนความคิดของอีกฝ่ายได้…

มันก็คงไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรมากไปกว่าทำให้เราชูคอสูงขึ้นและกระหยิ่มในใจว่า “กูเก่งจริงๆ”

ทุกอย่างมีเหตุผล

20150317_WhyMe2

“Sometimes I say to myself…’Why me? What have I done to deserve this?’…Then I say to myself ‘Oh…right.'”
– Unknown

บางครั้งผมก็พูดกับตัวเองว่า ‘ทำไมต้องเป็นกูอีกแล้ว? ไปทำเวรกรรมอะไรไว้นักหนาถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้’  ….แล้วผมก็พูดต่อว่า ‘อ้อ…ก็สมควรแล้วล่ะ’
– นิรนาม

—–

ในทางศาสนาพุทธ โลกนี้ไม่มีความบังเอิญ

ทุกสิ่งที่เราประสบอยู่ตอนนี้ เกิดจากการกระทำในอดีตของเราทั้งสิ้น

ทั้งการกระทำที่เราจำได้ การกระทำที่เราจำไม่ได้

และการกระทำที่เราทำเป็นลืมๆ มันไปแล้ว

—–
ใครเคยเรียนฟิสิกส์ อาจจะพอจำ Newton’s Law of Motion ซึ่งมีทั้งหมดสามข้อได้

กฎข้อที่สามคือ For every action, there is an equal and opposite reaction

ทุกแรงกิริยา (action) ย่อมมีแรงปฏิกิริยา (reaction) ซึ่งมีขนาดเท่ากัน แต่มีทิศตรงข้ามกันเสมอ

คล้ายๆ กฎแห่งกรรมเนอะ

อีกคำพูดหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่พอๆ กันก็คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ซึ่งกล่าวไว้ว่า “God doesn’t play dice with the universe” พระเจ้าไม่ได้ทอยลูกเต๋าเพื่อตัดสินว่าอะไรจะเกิดขึ้นในจักรวาลนี้

ทุกอย่างมีที่มาที่ไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคหรือการสุ่มเดาใดๆ

—–

หากเข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็ถึงเวลาเลิกโทษคนอื่น และหันมาดูแลความคิด คำพูด และการกระทำของตัวเอง

ซึ่งย่อมจะช่วยให้ชีวิตของเราดีขึ้น ไม่ช้าก็เร็ว

แต่ถ้าทำดีแล้ว เรื่องร้ายยังเกิด ก็คิดเสียว่ากรรมในอดีตกำลังส่งผล และนี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ชำระเรื่องเก่าๆ ที่เคยติดค้างกันไว้

แต่ใช่ว่าอะไรๆ ก็จะโทษเรื่องเวรกรรม หรือ “คิดซะว่าฟาดเคราะห์” หมดนะครับ เพราะถ้าไม่เก็บบทเรียนไว้เสียบ้างประวัติศาสตร์ก็อาจซ้ำรอยอีก

เราเชื่อเรื่องเวรเรื่องกรรม เพื่อช่วยให้เราสบายใจขึ้น และเลิกตีโพยตีพายว่า “โลกนี้ไม่แฟร์”

เมื่อใจเป็นปกติแล้ว จึงค่อยทบทวนสาเหตุของความผิดพลั้งหรือสถานการณ์ที่เราประสบอยู่

และแม้จะไม่สามารถ “อธิบาย” ทุกๆ อย่างได้ จะเป็นไรไป

ก็แค่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

และเดินหน้าต่อไปก็พอแล้ว

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

ทุกอย่างคือการผจญภัย

20150315_InconvenienceOrAdventure

การผจญภัยคือการมองความไม่สะดวกในแง่ดี
ความไม่สะดวกคือการมองการผจญภัยในแง่ร้าย
– จี เค เชสเตอร์ตัน

เราทุกคนล้วนมีอะไรให้หงุดหงิดกับเรื่องที่ไม่เป็นดั่งใจ

รถติด
ลูกงอแง
แฟนใช้อารมณ์
หัวหน้าสั่งงานแบบไร้สติ
คนขายก๋วยเตี๋ยวลวกเส้นผิด

แต่ถ้าเรามองเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจเหล่านี้เป็นเหมือนเกมให้เราผ่านด่าน ชีวิตก็จะไม่เครียดเกินไปนัก

รถติด ก็เป็นโอกาสอันดีที่ได้คุยกับแฟนเรื่องไปเที่ยว ส่วนถ้าตัวคนเดียว ก็อาจจะเป็นสัญญาณอันดีให้เราตื่นเช้าขึ้นหรือหาเส้นทางใหม่

ลูกงอแง ก็เป็นโอกาสให้เราฝึกปรือวิชาความเป็นพ่อเป็นแม่ ว่าเราจะหลอกล่อลูกยังไงให้ลูกฟังเรามากขึ้น

แฟนใช้อารมณ์ ก็ถือเป็นการฝึกเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อหาหนทางที่จะช่วยให้แฟนอารมณ์ดีขึ้นโดยเสียเลือดเสียเนื้อน้อยที่สุด

หัวหน้าสั่งงานแบบไร้สติ ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะเป็นคน assertive ยิ่งขึ้น กล้าที่จะลอง say no กับหัวหน้า ในขณะเดียวกันก็คิดทางออกให้เค้าด้วย

คนขายก๋วยเตี๋ยวลวกเส้นผิด ก็ลองกินเส้นนั้นดู ไม่แน่หรอกเราอาจจะเปลี่ยนใจมาชอบเส้นนี้เลยก็ได้

ประเด็นก็คือ เราหงุดหงิดเพราะใจเราเรียกร้องให้โลกหมุนไปในแบบที่เราคิด ทั้งๆ ที่เราก็รู้ดีอยู่แล้วว่าโลกก็หมุนไปในแบบของมัน แต่เผอิญ “ใจ” เรายังไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจความจริงนี้เหมือนที่ “สมอง” ของเราเข้าใจ

เราสามารถ “บิด” “ความไม่สะดวก” ทุกชนิดให้กลายเป็นเกมที่ช่วยให้เรา “อัพเลเวล” ได้ทั้งนั้น

แน่นอน มันไม่ง่าย

แต่มันก็มีประโยชน์กว่าแอบบ่นหรือก่นด่าจริงมั้ย?

เพราะไม่รู้

20150313_Impossible

พวกเค้าไม่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ก็เลยลงมือทำจนสำเร็จ
มาร์ค ทเวน

เรื่องบางอย่างรู้มากเกินไปก็ไม่ดี

เพราะมันจะเป็นการตีกรอบให้เรามากเกินควร

ก่อนหน้านี้ ใครจะคิดว่าคนเราสามารถเป็นสุขล้นพ้นได้ด้วยการตามดูทุกข์

หรือใครจะเชื่อว่าเหล็กสามารถขึ้นไปลอยอยู่บนฟ้าได้

หรือการปลุกแบรนด์ที่ตายไปแล้วให้ฟื้นขึ้นมาจะเป็นไปได้

หรือธุรกิจที่ชวนทุกคนให้เปิดบ้านให้คนแปลกหน้ามานอนค้างจะมีลูกค้า

ลองมองไปรอบๆ ตัวเรา

ทุกอย่างมันเคยเป็นสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” ทั้งนั้น

ความรู้และประสบการณ์เป็นสิ่งจำเป็นให้เราก้าวเดินอย่างมีหลักการและด้วยความระมัดระวัง

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่ปล่อยให้สองสิ่งนี้มากำหนด “กรอบความเป็นไปได้” ให้กับเราเกินควร

เหมือนที่สตีฟ จ๊อบส์เคยกล่าวเอาไว้ Stay Hungry, Stay Foolish* จงหิวกระหายและโง่เขลา

ไม่ใช่โง่เขลาในแง่ไม่มีความรู้ แต่โง่เขลาพอที่จะกล้าทำในสิ่งที่ “คนฉลาด” เค้าไม่ทำกัน

คนที่ foolish เหล่านี้นี่แหละที่ทำให้โลกนี้พัฒนา และน่าสนใจอยู่เสมอ

—–

*หมายเหตุ ถ้าแปลงเป็น Stay Lazy, Stay Stupid ก็จะตรงกับบล็อกเมื่อวานซืนพอดีเลย!

ง่ายกว่าเสมอ

20150310_FightOrLiveup

มันง่ายกว่าเสมอที่จะต่อสู้เพื่อหลักการของตัวเอง มากกว่าที่จะดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับหลักการนั้น
– อัลเฟรด แอดเลอร์

เมื่อวานนี้ผมเพิ่งคุยกับเพื่อนร่วมงานชาวฝรั่งที่มีมุมมองค่อนข้างจะเป็นลบกับการรัฐประหาร

และยิ่งเขาได้รู้ว่ามีสนช. (สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) หลายคนแต่งตั้งลูกเมียและเครือญาติเข้ามาเป็นที่ปรึกษากินภาษีประชาชน เขาก็ยิ่งรับไม่ได้

สำหรับเขา เขามองว่าการทำอย่างนี้ แสดงว่าพวกคุณไม่ได้มีความจริงใจที่จะปฏิรูปประเทศ

จะว่าไป ก็เป็นจุดอ่อนของมนุษย์เราเกือบทุกคนนะครับ ที่จะเห็นความผิดคนอื่นยิ่งใหญ่กว่าความผิดของตัวเองเสมอ

และการออกมาต่อต้านคนที่ทำผิดนั้น ก็ไม่ยากเท่าการที่เราทำตัวให้ถูกเสียเอง

เราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่พอพวกพ้องฝากฝังอะไรเราก็ช่วย favour ให้
เราคาดหวังให้นักการเมืองซื่อสัตย์ แต่เราเองก็ยังเล่น Facebook เวลาทำงาน ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็คือการไม่ซื่อตรงต่อนายจ้างของเราในระดับหนึ่ง
เราเจอคนที่มาวีนใส่เราด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องแค่นี้ต้องมาเหวี่ยง จนเราลืมถามตัวเองว่า ใช่เรื่องรึเปล่าที่จะต้องไปโกรธเขาที่มาโกรธเรา

คราวหน้า ถ้าเราเห็นผิดในใคร

ลองสำรวจตัวเองด้วยดีมั้ยว่า เราเห็นผิดนั้นในเราด้วยรึเปล่า

มันเป็นฟีลลิ่ง!

20150308_FeelRight

ถ้ามันรู้สึกว่า “ไม่ใช่ละ” ก็อย่าไปทำ และนี่คือแนะนำที่่ฉันอยากให้เธอจำไว้
และเพื่อนเอ๋ย แค่ทำตามคำแนะนำนี้เพียงอย่างเดียว ก็เพียงพอจะช่วยป้องกันเรื่องปวดหัวให้เธอได้นับไม่ถ้วนแล้ว
– โอปราห์ วินฟรี่ย์

สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ผมโพสต์คำคมของพระไพศาลว่า “คิดเก่ง…ไม่คิด เก่งกว่า

พี่ทศที่เคยทำงานด้วยกันก็เลยมาคอมเม้นท์ว่า “Don’t Think. Feel.”

จะว่าไป ผมเองก็เป็นคนที่ตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่างด้วยการ Feel เหมือนกัน

ขั้นตอนในการตัดสินใจของผมแบ่งออกได้เป็นสามขั้นตอน

1. เก็บข้อมูลของแต่ละทางเลือก
2. ดูว่าจุดที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดของแต่ละทางเลือกคืออะไร
3. วางข้อมูลลง และเลือกอันที่คิดว่า “ใช่”

บางคนติดกับอยู่กับข้อ 1 ใช้เวลาในการเก็บข้อมูลเยอะเกินไป ทั้งๆ ที่จริงๆ ลึกๆ เราก็รู้อยู่แล้วว่าเรามีข้อมูลเยอะเพียงพออยู่แล้ว

ฝรั่งจะมีคำพูดที่ว่า Analysis Paralysis หรืออาการเป็น “อัมพาต” จากการ “วิเคราะห์” มากเกินเหตุ

ไม่ใช่อัมพาตทางร่างกายนะครับ แต่หมายถึงการอัมพาตทางการกระทำ

คิดเยอะเกินจนไปต่อไม่ถูก

ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราต้องระวัง

เพราะการไม่ตัดสินใจเลือก หรือเลือกช้าเพราะมัวแต่วิเคราะห์ อาจจะเป็นทางเลือกที่แย่ที่สุดก็ได้

ผมว่าคนไทยเราดี เพราะเป็นคนขี้เกียจ

เราจึงมักมีประโยค “ขี้เกียจคิดละ” อยู่บ่อยๆ

เมื่อเราคิดเยอะพอแล้ว ก็ต้องขี้เกียจคิดบ้าง

และลุยไปเลย!