ปูเปลี่ยนไป

20151219_PuPraya

 

“Being human means every day you have the choice to be compassionate, to be kind to yourself and everyone else around you. So I will tell you that from today onward someone is going to do something to you, that would hurt you, that would disappoint you, someone will embarrass you – it’s happened to me a million times. But don’t let that harden you – let that soften you. Let it open your heart out and change you for the better”

“การที่เราเป็นมนุษย์หมายความว่าทุกๆ วันเราเลือกที่จะมีเมตตากับตัวเองและกับคนที่อยู่รอบกายเราได้ ฉันบอกคุณได้เลยว่าคุณจะได้เจอกับคนที่ทำร้ายคุณ ทำให้คุณเสียใจ และทำให้คุณอับอาย ฉันเจอมาเป็นร้อยเป็นพันครั้งแล้ว แต่อย่าปล่อยให้มันทำให้คุณเป็นคนแข็งกระด้าง ขอให้มันทำให้คุณกลายเป็นคนอ่อนโยนเถอะ จงใช้เหตุการณ์เหล่านี้เปิดหัวใจของคุณและเปลี่ยนคุณให้เป็นคนที่ดีกว่าเก่าเถอะ”

– ปู ไปรยา สวนดอกไม้ (Pu Praya Nataya Lundberg)
Living the dream | Praya Nataya Lundberg | TEDxYouth@NIST

—–

เมื่อสองคืนก่อนตอนเขียนบล็อกตอนมรดก ผมเข้าไป Youtube เพื่อจะหาวีดีโอของคุณพิเชษฐ กลั่นชื่นที่พูดในงาน TEDx Bangkok

แต่ก่อนที่ผมจะเสิร์ชหาชื่อคุณพิเชษฐนี้ ก็ดันเหลือบไปเห็นวีดีโอของคุณปู ไปรยา ที่ Youtube แนะนำให้ดู

เป็นวีดีโอที่คุณปูไปพูดงาน TEDx เช่นกัน แต่ไม่ใช่ TEDx Bangkok แต่เป็น TedX Youth@NIST ที่จัดขึ้นในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ผมค่อนข้างแปลกใจที่มีดารามาพูดในงานอย่าง TEDx ได้ เพราะงานนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นเวทีที่มีแต่คนระดับพระกาฬมาพูด (และผมเองก็มีความฝันว่าอยากจะได้ขึ้นพูดบนเวที TEDx หรือ TED ซักครั้ง) ดังนั้นการมีดาราไทยมาพูดในงานนี้จึงเป็นเรื่องคาดไม่ถึง และยิ่งคาดไม่ถึงใหญ่เมื่อดาราคนนั้นเคยได้รับโหวตเป็นผู้หญิงสุดเซ็กซี่ของนิตยสาร FHM

อย่ากระนั้นเลย ขอดูวีดีโอนี้ซะหน่อยเถอะ

มีไม่กี่ครั้งที่มุมมองของผมต่อคนๆ หนึ่งจะเปลี่ยนไปชั่วข้ามคืน

ไม่ใช่ชั่วข้ามคืนด้วย เพราะวีดีโอ TEDx นี้ยาวเพียงแค่ 8 นาทีกว่าๆ

สิ่งที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจมีดังต่อไปนี้

หนึ่ง คือคุณปูพูดภาษาอังกฤษดีมาก ซึ่งจะว่าไปก็พอคาดเดาได้เพราะเธอเป็นลูกครึ่ง แต่เผอิญผมเคยได้ยินแต่เธอพูดไทยซึ่งก็พูดไทยได้ชัดจนนึกไม่ถึงว่าจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องขนาดนี้

สองคือเธอพูดจาฉะฉานจนคิดว่าน่าจะมีโอกาสได้ฝึก public speaking มาไม่น้อย แม้ตอนต้นจะประหม่า แต่ยิ่งพูดยิ่งมั่นใจยิ่งไหลลื่น ผมเองให้พูดเป็นภาษาไทยยังพูดสู้เขาไม่ได้เลย

สามคือเนื้อหาประทับใจ เธอเล่าให้ฟังถึงชีวิตวัยเรียน และชีวิตในวงการ และเธอยังเล่าถึงประสบการณ์ที่ไปเยี่ยมผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายที่วัดพระบาทน้ำพุ* เป็น speech ที่ฟังแล้วดู “จริง” และมีหลายประโยคที่ติดอยู่ในใจ ยกตัวอย่างเช่น

Unless you’re dead you’d better show up

ถ้ายังไม่ตาย ยังไงก็ต้องมากองถ่ายให้ได้

(ในขณะที่เพื่อนๆ วัยรุ่นได้ทำอะไรที่อยากทำ คุณปูต้องแบกรับความรับผิดชอบที่เธอมีต่อกองถ่าย ไม่ว่าจะป่วยจะเหนื่อยแค่ไหนก็ห้ามขาดงานเพราะมันกระทบคนจำนวนมาก)

When you do what you love and you have gratitude, you achieve so much more with your life.

ถ้าคุณทำในสิ่งที่ตัวเองรักและซาบซึ้งกับสิ่งดีๆ ที่คุณได้รับ คุณจะทำอะไรสำเร็จได้มากขึ้นอีกเยอะเลย

I’m not here to tell you I’m perfect. I’m not a saint, trust me. If you see the Thai tabloids, you’d know. I’ve done so many things in my life I’m not proud of and my parents aren’t either.

ฉันไม่ได้จะบอกคุณว่าฉันเป็นคนเลิศเลอเพอร์เฟ็ค ฉันไม่ใช่นางฟ้าหรอก ยิ่งถ้าคุณได้อ่านหนังสือก๊อสซิปดาราคุณก็น่าจะรู้ดี มีอะไรหลายๆ อย่างที่ฉันทำลงไปแล้วไม่รู้สึกภูมิใจกับมันซักนิด และพ่อแม่ของฉันก็ไม่ภูมิใจกับมันเช่นกัน

But I’m human, and the thing about being human is that you have the ability to learn, grow, and reflect from your mistakes.

แต่ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง และการเป็นมนุษย์ย่อมหมายความว่าคุณสามารถเรียนรู้ เติบโต และไตร่ตรองความผิดพลาดของคุณเองได้

แล้วคุณปู ก็พูดถึงประโยคเด็ดที่ผมนำมาใส่ไว้ตอนต้นบทความครับ

“Being human means every day you have the choice to be compassionate, to be kind to yourself and everyone else around you. So I will tell you that from today onward someone is going to do something to you, that would hurt you, that would disappoint you, someone will embarrass you – it’s happened to me a million times. But don’t let that harden you – let that soften you. Let it open your heart out and change you for the better”

—–

นอกจากเนื้อหาที่คุณปูพูดแล้ว ผมยังได้บทเรียนอีกหลายๆ อย่างจากการดูคลิปนี้

บทเรียนแรก คือการได้เห็นอคติในใจตัวเอง ที่คิดว่าดาราไม่ใช่คนที่จะฉลาดหรือเก่งพอที่จะมาพูดในงานอย่าง TEDx ได้

อีกอคติหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือภาพลักษณ์ที่ผมสร้างเอาไว้ในหัว ว่าปู ไปรยาเป็นคนยังไง โดยสรุปเอาเองจากข่าวฉาวที่เคยได้ยิน และชุดที่เคยเห็นเธอใส่เวลาออกงานหรือลงนิตยสารต่างๆ

ผมคิดไปเองว่าผมรู้จักปู ไปรยาแล้ว ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วผมไม่ได้รู้จักเธอเลยซักนิด

บทเรียนที่สอง คืออิทธิพลของสื่อ โดยเฉพาะในวงการบันเทิง ที่ทำให้เรารู้จักดาราเพียงแค่แง่มุมใดมุมหนึ่งเท่านั้น เราจึงมองคนๆ นั้นด้วยสายตาและจิตใจที่คับแคบ เห็นอะไรเพียงแค่มิติเดียว ทั้งๆ ที่เราทุกคนมีหลายมิติด้วยกันทั้งนั้น พอได้ดูคลิปนี้ เลยต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า ภาพมายาที่เราเห็นผ่านเลนส์ของสื่อบันเทิงนั้น มันทำให้เรามองอะไรบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปมากขนาดไหน

บทเรียนที่สาม คือคนเราเปลี่ยนกันได้ คุณปู ไปรยาพูดเองว่าเธอได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่เธอไม่ภูมิใจกับมันซักนิด (หรือถ้าพูดสำนวนไทยก็คือมองกลับไปแล้วรู้สึกอับอายนั่นแหละ) แต่ผมเชื่อแล้วว่า “ปูเปลี่ยนไป” เพราะสิ่งที่ผมเห็นในคลิป TEDx นี้ คือผู้หญิงที่สวย มีสมอง และจิตใจดี ตัวจริงของเธอจะเป็นอย่างนั้นรึเปล่าผมไม่รู้หรอกครับ แต่ผมขอเลือกที่จะเชื่อว่าเธอนิสัยดีขึ้นกว่าแต่ก่อน

อยากให้ผู้อ่าน Anontawong’s Musings ทุกคนได้ดูวีดีโอความยาว 8 นาทีนี้ ถ้าภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงนัก เดี๋ยวนี้ Youtube มันมีให้เปิดซับไตเติ้ลแล้วนะครับ (เวลาเปิดดู Youtube ในคอมพิวเตอร์ ปุ่มมุมล่างขวาคือปุ่มดูคลิปแบบ Full Screen ถัดมาทางซ้ายอีกสามปุ่มคือปุ่มปิด/เปิดซับไตเติ้ลครับ)

เมื่อคุณดูวีดีโอนี้จบแล้ว อาจจะพบว่า จริงๆ แล้วคุณปูไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างที่ผมจั่วหัวไว้

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือทัศนคติของเราต่างหาก

 

 

—–
* คุณปูไม่ได้เอ่ยชื่อวัดพระบาทน้ำพุ บอกแต่เพียงว่าเป็นวัดที่ดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ลพบุรี ผมเลยเดาเอาว่าน่าจะเป็นวัดนี้

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Youtube: Living the dream | Praya Nataya Lundberg | TEDxYouth@NIST

ชีวิตไม่มีเป้าหมาย

20150905_NoGoals

จงจำไว้ ชีวิตของคุณจะสูญเปล่าถ้าคุณวิ่งตามเป้าหมายบางอย่าง เพราะชีวิตนั้นไม่มีเป้าหมาย มันคือการละเล่นที่ไร้จุดประสงค์ ไม่ต้องไปที่ไหนอีก เพียงแต่รื่นรมย์กับตัวเอง

นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเข้าใจ เพราะจิตนั้นชอบคิดคำนวณ มันกล่าวว่า “แล้วอย่างนั้นอะไรคือความหมายของมันเล่า อะไรคือเป้าหมาย” ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีความหมาย และจิตก็จะพูดขึ้นมาทันที “ถ้าไม่มีเป้าหมาย แล้วจะมีชีวิตอยู่ทำไม ทำไมไม่ฆ่าตัวตายไปเสียเล่า” แต่จงดู ถ้ามีความหมายขึ้นมา สรรพสิ่งทั้งหมดก็จะน่ารังเกียจ มันจะกลายเป็นเหมือนธุรกิจ ถ้ามีเป้าหมาย แล้วชีวิตทั้งปวงก็จะสูญเสียบทกวีของตนไป

บทกวีเกิดขึ้นเพราะมันไม่มีเป้าหมาย เหตุใดกุหลาบจึงผลิดอก จงถามกุหลาบ มันจะตอบว่า “ฉันก็ไม่รู้ แต่การผลิดอกนั้นงดงาม จะต้องรู้ไปเพื่ออะไรเล่า ผลิบานในตัวเอง โดยเนื้อแท้นั้นช่างงดงาม” ถามนก “ทำไมเจ้าจึงร้องเพลง” นกก็จะงงงวยกับคำถามไร้สาระที่คุณถาม การร้องเพลงนั้นสวยงาม มันเป็นสิริมงคล ทำไมถึงต้องถามด้วย แต่จิตนั้นแส่ส่ายหาเป้าหมาย จิตเป็นนักบรรลุ มันไม่อาจแค่เป็นสุขได้ ต้องมีเป้าหมายบางอย่างในอนาคตให้บรรลุ มีวัตถุประสงค์ไปให้ถึง แล้วจิตถึงจะรู้สึกดี ถ้าไม่มีอะไรให้ไปถึง มันจะแฟบ แต่นั่นก็คือสิ่งที่ความพยายามทั้งหมดควรจะเป็น ปล่อยให้มันแฟบ !

ไม่มีจุดประสงค์ ไม่มีเป้าหมาย ชั่วขณะนี้ สรรพสิ่งที่ดำรงอยู่คือการเฉลิมฉลอง ทุกสิ่งยกเว้นตัวคุณ ทำไมถึงไม่เข้าร่วมด้วยเล่า ทำไมถึงไม่เป็นเช่นดอกไม้ เพียงผลิบานโดยไร้เป้าหมาย และเหตุใดจึงไม่เป็นเช่นแม่น้ำ ที่ไหลไปโดยไร้ความหมาย ทำไมถึงไม่เป็นเช่นมหาสมุทรที่คำรามก้อง เพียงพอใจที่จะเป็น

– OSHO
คุรุวิพากษ์คุรุ หน้า 141

—–

ผมชอบอ่านงานเขียนของโอโชมาก

เพราะตัวหนังสือของเขาจะคอยเตือนเราว่า “เฮ้ย มันยังมีวิธีมองโลกในมุมอื่นอยู่นะ”

โอโชเคยได้รับการขนานนามจากทอม รอบบินส์ว่า “ชายที่อันตรายที่สุดถัดจากพระเยซู” (The most dangerous man since Jesus Christ)

คนที่ชอบอ่านหนังสือของโอโชอาจจะต้องมีใจซาดิสม์นิดๆ เพราะโอโชชอบตีแสกหน้าความกลับกลอกของมนุษย์ (ซึ่งเราเองในฐานะคนอ่านก็มีอาการอย่างนี้เช่นกัน) โอโชท้าให้เราสบตากับความจริงและตื่นจากการใช้ชีวิตอย่างขาดสติและทำตามที่คนอื่นๆ เขาคิดว่าดี

ยิ่งอ่านเหมือนยิ่งโดนโอโชด่า แต่ก็สนุกจนวางไม่ลง

ใครที่ไม่เคยอ่านงานของโอโช ขอแนะนำครับ

แต่ขอเตือนในฐานะคนอาบน้ำร้อนมาก่อน – อย่าอ่านหนังสือของโอโชเยอะเกินไป

เพราะมันจะทำให้ความคิดของเราเป็นขบถเสียจนอยู่ในโลกคนปกติได้ยาก

—–

ฝรั่งนั้นพร่ำสอนเราว่า การจะมีชีวิตที่มีความสุขนั้น คุณต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน กล้าเดินออกจากความเคยชินเดิมๆ (get out of your comfort zone) และเดินตามเป้าหมายนั้น

นักสร้างแรงบันดาลใจและไลฟ์โค้ช (Life Coach) เกือบทุกคนก็บอกว่าเราต้องเขียนเป้าหมายลงกระดาษ แล้วไปพิชิตมันมาให้ได้

แต่โอโชกลับบอกว่า ชีวิตนั้นไม่มีเป้าหมาย มันคือการละเล่นที่ไร้จุดประสงค์

อ้าว แล้วจะให้ผม/ฉัน/กรู ทำอะไรล่ะทีนี้? จะให้ใช้ชีวิตแบบซังกะตายไร้จุดหมายรึยังไง?

แต่จะว่าไป การไม่มีจุดหมาย ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะต้องน่าเบื่อหรือซังกะตายเสียหน่อย

นั่งเล่นกับลูกไม่มีเป้าหมาย

นั่งมองพระอาทิตย์ตกดินก็ไม่มีเป้าหมาย

นอนฟังเสียงนกร้องยามเช้ายิ่งไม่มีเป้าหมายใหญ่เลย

การมีเป้าหมายนั้นย่อมมีข้อดี เพราะมันช่วยผลักดันให้เราเติบโต และ(เค้าว่ากันว่า)จะช่วยให้เราเข้าใกล้ความสมบูรณ์พูนสุข (abundance) มากขึ้น

แต่ถ้าเราพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่เป้าหมาย และออกเดินทางสู่เป้าหมายอย่างมีวินัยและแน่วแน่ ดวงตาที่มัวจับต้องแต่เป้าหมายนั้น คงไม่อาจมองเห็นดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอยู่ริมทาง

คำถามที่โอโชสะกิดให้เราคิดก็คือ การมีเป้าหมายนั้นจำเป็นรึเปล่าสำหรับการมีชีวิตที่ดี?

จำเป็นหรือไม่จำเป็น ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะตัดสิน

ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกสิ่งที่โอโชพูด

แต่ผมชอบที่เขาชี้ให้เห็นอีกความเป็นไปได้หนึ่งของการใช้ชีวิต

การมีทางเลือกมากกว่าหนึ่ง ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับ

—–

ขอบคุณหนังสือ คุรุวิพากษ์คุรุ ประพันธ์โดย OSHO แปลโดย โตมร สุขปรีชา สำนักพิมพ์ GM Books

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณภาพจาก Quora

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

มุ่งหวังแต่ไม่คาดหวัง

20150714_NoExpectations

ทุกสิ่งนั้นดีเสมอถ้าหากว่าเราไม่ได้คาดหวังอะไร

และชีวิตก็เป็นอนันต์ แต่ความอดทนของเราช่างเล็กจ้อย

– จวงจื่อ

—–

“ลองใช้ชีวิตแบบมุ่งหวังแต่ไม่คาดหวังดูสิ” คือประโยคที่ผมเคยพูดกับเจ ผ่านโปรแกรมแชต MSN

เจคือเพื่อนผู้หญิงคนเดียวในรุ่นที่เรียนวิศวะด้วยกันที่เอเชี่ยนยู

ตอนที่เราคุยกันเรื่องนี้ น่าจะผ่านมาร่วมสิบปีแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เจยังเรียนโทอยู่ที่อังกฤษ จนตอนนี้เธอเรียนจบเอกมาได้สองปีแล้ว

ผมจำไม่ได้แล้วว่าเราคุยกันเรื่องอะไร จำได้แค่ว่า “มุ่งหวังแต่ไม่คาดหวัง” เป็นประโยคที่พูดแล้วฟังดูเท่ชะมัด แม้ว่าตัวเองยังทำไม่ได้ก็เถอะ

มุ่งหวังกับคาดหวังต่างกันยังไง?

ผมเองก็ไม่เคยคิดถึงมันจริงจังซะที จนเมื่อตัดสินใจว่าจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยต้องมานั่งคิดให้ละเอียดขึ้น

พอเราพูดคำว่า “คาด” อาจจะทำให้เรานึกถึงคำว่า “คาดเข็มขัด” ซึ่งก็คือเอาเข็มขัดมา “ผูก” ไว้กับเอวเรา

การคาดหวัง จึงมีความ “ตายตัว” เป็นจุดที่เราเอาความหวังไปผูกไว้กับผลลัพธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

ถ้าเราทำได้ตามที่คาดหวังไว้เราก็จะ “สมหวัง”

แต่ถ้าผลลัพธ์มันไม่ใช่จุดที่เรา “คาด” ไว้ เราก็จะ “ผิดหวัง” ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วผลลัพธ์มันก็ไม่ได้แย่อะไรหรอก

ขณะที่คำว่า “มุ่ง” ไม่ได้พูดถึงจุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็น “ทิศทาง” ที่เรากำลังจะไป

คนที่มุ่งหวัง ก็คือคนที่หันหน้าและเดินทางไปยังจุดที่เขาเชื่อแล้วว่าดี แต่เพราะไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องไปให้ถึงจุดนั้นจุดนี้ภายในเมื่อนั้นเมื่อนี้ ความผิดหวังก็เลยไม่เกิด

ขอเพียงได้รู้ว่ากำลังเดินมาถูกทางก็แฮปปี้แล้ว

—–

มีนิทานเรื่องหนึ่งที่ผมเคยฟังจาก Podcast ของฝรั่ง*

ชายคนหนึ่งต้องการจะบรรลุธรรม จึงออกแสวงหาและได้ฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับปรมาจารย์ตั๊กม้อ

ลูกศิษย์ถามอาจารย์ว่า “ท่านครับ ผมต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะบรรลุครับ”

อาจารย์ตอบว่า “ยี่สิบปี”

“โหยอาจารย์ ไม่มีวิธีที่เร็วกว่านี้เหรอ ผมสัญญานะครับว่าผมจะตั้งใจฝึกให้หนักกว่าใครๆ จะนอนแค่วันละ 4 ชั่วโมง เสาร์อาทิตย์ก็จะตั้งใจปฏิบัติไม่มีหยุด ถ้าผมทำอย่างนี้ได้ จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนครับ”

อาจารย์ตอบว่า “ถ้าเจ้าจะทำอย่างนั้นก็คงใช้ต้องเวลาสี่สิบปีเลยล่ะ”

ครับ กับเรื่องบางเรื่อง ยิ่งรีบก็ยิ่งไม่ถึง ยิ่งตั้งใจก็ยิ่งพลาดเป้า

—–

ผมว่า “คาดหวัง” เป็นวิธีคิดแบบตะวันตก

ในโลกธุรกิจเราจึงมี “เป้าหมาย” เพื่อเอาไว้พุ่งชน

ตั้งเป้าให้ชัด จับต้องได้ มีเดดไลน์ที่ชัดเจน ถ้าทำได้ตามเป้าก็ได้โบนัส ถ้าทำไม่ได้ก็อาจโดนเพ่งเล็ง

วิธีคิดแบบ results-oriented ได้สร้างความก้าวหน้าทางโลกมานักต่อนักแล้ว

แต่ผมไม่มั่นใจว่ามันทำให้เรามีความสุขขึ้นรึเปล่า

ขณะที่ “มุ่งหวัง” เป็นวิธีคิดแบบตะวันออก

พระท่านบอกว่าหน้าที่ของชาวพุทธคือการ “มุ่ง”สู่นิพพาน แต่ท่านไม่เคยพูดว่า “จงไปคว้านิพพานมาให้ได้ภายในปี 2558”

สิ่งที่ท่านแนะนำ คือให้เจริญศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งก็รวมเป็นมรรคมีองค์ 8 นั่นเอง

“มรรค” แปลว่า “ทาง” ดังนั้นการเจริญมรรคก็คือการออกเดินบนเส้นทางที่พาเราไปสู่จุดหมาย

มุ่งหวัง คือ action-oriented คือลงมือทำไปเถอะ ทำเหตุให้ตรง ส่วนผลลัพธ์จะเป็นยังไงก็ยอมรับมัน เพราะโลกไม่ได้เป็นไปตามใจเรา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

—–

ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีความสุข ก็อาจเป็นไปได้ว่าคุณกำลังคาดหวังมากเกินไป

ความหวังมีได้ครับ แต่อย่าไป “คาด” มันไว้จนตายตัว กระดุกกระดิกไม่ได้เลย

ขอเพียงแค่เรารู้ว่าเรากำลัง “มุ่ง” ไปถูกทาง

แล้วทุกๆ ก้าวที่เราเดิน จะทำให้เราสมหวังครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ขอบคุณ Quote จากหนังสือคุรุวิพากษ์คุรุ หน้า 92 โดย OSHO

—–

* EDIT 15 JULY: ตอนแรกผมบอกว่าคนที่เล่าเรื่องนี้คือ David Allen แต่คิดไปคิดมา ชักไม่แน่ใจว่าเคยฟัง podcast ของ David Allen รึเปล่าเลยขอละชื่อคนเล่าไว้แทนดีกว่าครับ

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

สูตรความสำเร็จในชีวิต

20150628_Formula

ผลลัพธ์ของชีวิตและการทำงาน = ทัศนคติ x ความพยายาม x ความสามารถ

คาซุโอะ อินาโมริ

—–

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือเรื่อง “ช้าให้ชนะ” ของสำนักพิมพ์ We Learn ซึ่งผมถือว่าเป็นสำนักพิมพ์ที่ “มาแรงที่สุด” ในรอบสองปีที่ผ่านมา เพราะออกหนังสือแปลดีๆ มามากมาย

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ชื่อคาซุโอะ อินาโมริ เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเคียวเซเร่ (Kyocera) ที่เรารู้ว่าทำเครื่องปริ๊นท์เตอร์นั่นแหละครับ

ผมเพิ่งรู้เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วธุรกิจหลักของเคียวเซร่าคือเซรามิค เพราะ Kyocera นั้นย่อมาจาก Kyoto Ceramic

คุณคาซุโอะเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังระดับนานาชาติ หลังจากที่ถูกเชิญมาช่วยกอบกู้ธุรกิจสายการบินประจำชาติ JAL (Japan Airlines) ที่เกือบจะล้มละลาย และสามารถพลิกสถานการณ์ให้ดีขึ้นจน JAL กลับเข้าสู่ตลาดหุ้นได้อีกครั้งในเวลาเพียงสองปี

อ้อ ลืมบอกไปว่าตอนที่คุณคาซุโอะถูกแต่งตั้งให้มาเป็น CEO ของ JAL นั้นคือปี 2010 ซึ่งแกมีอายุปาเข้าไป 78 ปีแล้ว และปัจจุบันในวัย 83 ปี คุณตาคาซุดโอะก็ยังเป็น Chairman ของ JAL อยู่ ผมว่าน่าจะเป็นทั้ง CEO และ Chairman ที่แก่ที่สุดในโลกคนหนึ่งเลยนะ

กลับมาที่หนังสือ “ช้าให้ชนะ” ดีกว่า

ในหน้า 23 คุณตาคาซุโอะได้กล่าวเอาไว้ว่า

     เราต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้มีชีวิตที่ดีและมีความสุข คำตอบของผมซ่อนอยู่ในสูตรต่อไปนี้

     ผลลัพธ์ของชีวิตและการทำงาน = ทัศนคติ x ความพยายาม x ความสามารถ

     ผมขอเน้นว่าผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการนำปัจจัยทั้งสามมาบวกกัน แต่นำมาคูณกันต่างหาก

ที่นี่สนใจคือคุณคือตาบอกว่า คะแนนสำหรับความพยายามและความสามารถนั้น เขาจะให้จาก 0 ไป 100 คือถ้ามีความสามารถแต่ขี้เกียจ ผลลัพธ์ก็ย่อมออกมาเป็นศูนย์ หรือถ้ามีความพยายามแต่ไม่มีความสามารถนั้น ผลลัพธ์ก็อาจจะออกมาเป็นศูนย์ได้เช่นกัน

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่า ก็คือทัศนคติ ที่คุณตาบอกว่ามีคะแนนตั้งแต่ -100 ถึง 100

ถ้าทัศนคติดี แถมยังฉลาดและขยัน ผลย่อมออกมาเป็นคุณมหาศาล

100 * 100 * 100 = 1,000,000

แต่ถ้าความสามารถและความพยายามสูงมาก แต่ทัศนคติไม่ดี นั่นแสดงว่าคะแนนจะออกมาเป็นลบ

-100 * 100 * 100 = -1,000,000

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นคนที่ทั้งเก่ง ทั้งขยัน แต่ไม่มีคุณธรรม สร้างความเสียหายให้กับสังคมได้อย่างเหลือเชื่อ

ดังนั้นคุณตาคาซุโอะบอกว่า ในตัวแปรสามอย่างนี้ ทัศนคติสำคัญที่สุด ถ้าทัศนคติเราดี ผลย่อมออกมาดี ส่วนจะดีมากหรือน้อยนั้นอีกประเด็นหนึ่ง

ดังนั้นเราจึงต้องคอยสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ว่าสิ่งต่างๆ ที่เราทำไปนั้น ออกมาจากทัศนคติที่ถูกต้องสอดคล้องกับหลักการที่ควรจะมีรึเปล่า

จากนั้นเราค่อยพัฒนาความสามารถของเรา และทำงานทุกวันด้วยความขยันขันแข็ง

แล้วความสำเร็จและความสุขในชีวิตย่อมเป็นสิ่งที่พึงหวังได้ครับ

—-

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia
ขอบคุณเรื่องราวจาก ช้าให้ชนะ สำนักพิมพ์วีเลิร์น

สบตากับปัญหา

20150627_LookInTheEye

ปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะว่าเราไม่พยายามจะสบตากับมัน

– OSHO

—–

เขาว่ากันว่า เวลานกกระจอกเทศเจอเสือหรือสิงห์โต ที่แข็งแกร่งกว่าและอาจจะทำร้ายมันได้ นกกระจอกเทศจะเอาหัวมุดลงไปในทราย

ด้วยความเชื่อที่ว่าถ้ามันมองไม่เห็นเสือแล้ว เสือก็จะมองไม่เห็นมันเช่นกัน

ดูเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเอาซะเลยนะครับ

แต่จริงๆ แล้วคนเราก็ทำอย่างนั้นอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่หรือ?

ถ้าไม่นับเรื่องอุบัติเหตุแล้ว ปัญหาใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตล้วนต้องใช้เวลาเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บป่วยอย่าง Office Syndrome หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

หรือปัญหาทางการเงินอย่างหมุนเงินไม่ทัน

หรือความบาดหมางกันระหว่างคนในทีมหรือคนในครอบครัว

ทุกอย่างเกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยๆ ก่อตัว

ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเราคิดจะลงไปจัดการตอนที่มันยัง “ตั้งเค้า” อยู่ก็ย่อมทำได้ แต่เรามักจะบอกตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน” หรือ “ไม่เป็นไรหรอก”

จนถึงวันหนึ่งที่ปัญหามันบานปลายจนกลายเป็นวิกฤติแล้วนั่นแหละ เราถึงรู้ว่าการเอาหัวมุดทรายไม่ได้แปลว่าเสือจะมองไม่เห็นเราหรือจะเดินจากเราไป

“ปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะว่าเราไม่พยายามจะสบตากับมัน”

การสบตากับปัญหาเป็นเรื่องยากครับ ต้องใช้ความกล้าและต้องใช้ความจริงใจทั้งต่อตัวเองและต่อผู้อื่นไม่น้อย เรkจึงมักเลือกที่จะมองไปทางอื่นหรือทำราวกับว่ามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น

บางที ถ้าเราคอยเตือนตัวเองว่า “อย่ามัวเป็นนกกระจอกเทศอยู่เลย” ก็อาจจะช่วยให้เรามีความกระตือรือล้นที่จะโงหัวออกจากทรายและมองไปที่ปัญหาก็ได้

และถ้าเรามองให้ดีๆ เราอาจจะพบว่า ที่นึกว่าเป็นเสือนั้น ที่แท้แล้วมันเป็นแค่แมวเท่านั้น เราตาฝาดไปเอง

เป็นถึงนกกระจอกเทศ อย่าไปกลัวแมวครับ

—–

ป.ล. เรื่องที่ว่านกกระจอกเทศชอบเอาหัวมุดทรายเวลาศัตรูมานั้นเป็นความเชื่อที่ผิดนะครับ

เริ่มที่เรา

20150613_OshoIndividual

สังคมอุดมคติไม่ใช่อะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้
มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่พวกเราจะต้องเข้าไปที่ตัวต้นเหตุ ไม่ใช่ที่อาการ
ต้นเหตุนั้นอยู่ที่ระดับปัจเจก ไม่ใช่ในระดับสังคม

– Osho

—–

ทำไมเราถึงติดมือถือ?
ทำไมเราถึงเสพดราม่า?
ทำไมเราถึงอยากรู้เรื่องดารา?
ทำไมเราถึงชอบวิจารณ์นักการเมือง?

ผมว่าสาเหตุหลักเกิดจากใจที่ซุกซนและสนใจใคร่รู้เรื่องราวต่างๆ รอบตัว

เราใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงเพื่อที่จะไปตามรู้และเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้

รู้แล้วได้อะไรบ้าง?

ความพอใจ / ความสนุก / ความเพลิดเพลิน / ความสาแก่ใจ

เราศึกษา แล้วเราก็วิจารณ์ว่าคนนั้นควรเป็นอย่างนี้ เรื่องนี้ควรเป็นอย่างนั้น

แต่เราใช้เวลาน้อยมากกับการหันกลับมาดูความคิด คำพูด และการกระทำของเรา

เราเข้มงวดกับคนอื่น แต่กลับผ่อนปรนกับตัวเอง

จะดีกว่ามั้ยถ้าเราผ่อนปรนกับคนอื่นบ้าง แล้วเข้มงวดกับตัวเองขึ้นซะหน่อย?

เขาจะเป็นอย่างไรมันก็เรื่องของเขา เราไม่สามารถไปเปลี่ยนเขาได้

เพราะสำหรับคนที่โตๆ กันแล้ว เป็นไม้แก่แล้ว การเปลี่ยนแปลงต้องมาจากภายในเท่านั้น

แค่เปลี่ยนคนอื่นเพียงคนเดียว ยังเป็นเรื่องที่แสนยากเย็น

การที่เราวิพากษ์วิจารณ์หน่วยที่ใหญ่ไปกว่านั้นเช่น “สังคม” “ระบอบ” หรือ “บ้านเมือง” นั้น ไม่ยิ่งเป็นการเสียแรงเปล่าหรือ?

แทนที่จะวิจารณ์ความผิดพลาดของคนอื่น เราหันมาตามรู้ตามดูความคิดและจิตใจของเราจะดีกว่ามั้ย

เพราะถ้าเราซื่อตรงกับตัวเองมากพอ จะรู้เลยว่า ความขาดตกบกพร่องที่เราเห็นในคนอื่นนั้น ก็มีอยู่ในตัวเราไม่น้อย

เมื่อยอมรับประเด็นนี้ได้ การตามรู้ความคิดและการกระทำของตัวเองเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็จะสนุกไม่แพ้การเสพดราม่าหรือด่านักการเมืองเลยครับ

จะเร็วไปไหน

20150508_GandhiFaster

There is more to life than making it go faster

มีอะไรมากไปกว่าการใช้ชีวิตให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ

– Gandhi

—–
หลังจากไปเที่ยวยุโรปมาเกือบสามสัปดาห์ พอกลับถึงเมืองไทย ก็ได้รับรู้ผ่านทาง Facebook ว่าประเด็นร้อนแรงตอนนี้คือเรื่องชาวโรฮิงยา

ผมพยายามนึกกลับไปว่า ก่อนเดินทางไปยุโรปเมื่อ 1 พ.ค. ตอนนั้นประเด็นร้อนแรงคือเรื่องอะไร…

ต้องยอมรับจริงๆ ว่านึกไม่ออก

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตครอบครองทั้งโลกภายนอกและโลกภายใน เวลาสามสัปดาห์ดูยาวนานราวสามปี

การที่ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว มันก็อาจจะสนุกดี แต่ก็อาจมีอันตรายแฝงอยู่ หากคำนึงว่าร่างกายและจิตใจของเราอาจยังไม่ได้มีวิวัฒนาการเพียงพอที่จะรับกับสภาพชีวิตแบบนี้ได้อย่างยั่งยืน

ใครๆ ก็ว่ากันว่า โลกหมุนเร็ว เราต้องหมุนตามโลกให้ทัน ไม่อย่างนั้นจะตกขบวน

ประเด็นก็คือ เราไม่รู้ว่าโลกจะหมุนเร็วขึ้นอีกแค่ไหน

และมันจะนำพาเราไปสู่อะไร

สำหรับบางคน การวิ่งตามโลกให้ทัน อาจเป็นเรื่องที่เหนื่อยเกินไป

และสำหรับบางคน อาจถึงขั้นเป็นเรื่องไร้แก่นสาร

ดังนั้น หากพบเจอใครไม่ได้ตามข่าวโรฮิงยา ก็อย่าเพิ่งไปดูแคลนว่าเขาไม่สนใจประเทศชาติเลยนะครับ

เพราะอีกสามสัปดาห์ คนส่วนใหญ่อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่า เราเคยเถียงกันจะเป็นจะตายกับเรื่องนี้

ความอับอาย

20150314_WoundOnTheBack

บาดแผลกลางหลัง คือความอับอายของนักดาบ
โรโร โนอา โซโล – One Piece

การ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง One Piece เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่ผมผูกพันมากที่สุด

ช่วงประถมกับมัธยม ผมโตมากับเรื่องโดราเอมอน และ ดราก้อนบอล

ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเป็นต้นมา ก็มีแค่ One Piece เรื่องเดียวนี่แหละที่ผมติดตามอย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด

One Piece เขียนโดยอาจารย์เออิจิโร่ โอดะ  (Eiichiro Oda) ลงตีพิมพ์ครั้งแรกใน Shonen Jump เมื่อเดือนสิงหาคม 2540

ผ่านมาเกือบ 18 ปีแล้ว การ์ตูนเรื่องนี้ก็ยังไม่มีทีท่าจะถึงตอนอวสานแต่อย่างใด (แต่ผมว่าเลยครึ่งทางมาแล้วล่ะ)

One Piece ว่าด้วยเรื่องเด็กหนุ่มชื่อ มังกี้ ดี ลูฟี่ย์ (Monkey D. Luffey) ที่มีเป้าหมายจะเป็น “จ้าวแห่งโจรสลัด” ด้วยการครอบครองสมบัติล้ำค่าที่ชื่อว่า One Piece

ลูฟี่จึงออกทะเลเพื่อเฟ้นหาพรรคพวกมา “ลงเรือลำเดียวกัน”

พรรคพวกคนแรกของลูฟี่คือ โรโร โนอา โซโล (Roronoa Zoro) ซึ่งเป็นนักล่าค่าหัวโจรสลัด และมีเอกลักษณ์ที่การใช้ดาบพร้อมกันถึงสามเล่ม

โซโลมีจิตวิญญาณ “ซามูไร” อย่างเต็มเปี่ยม คือเข้มงวดกับตัวเอง รักในศักดิ์ศรี ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร

ความปราถนาสูงสุดของโซโลคือการเป็นนักดาบที่เก่งที่สุดในโลก

แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก เมื่อจู่ๆ “ชายตาเหยี่ยว” หรือ “จูลาคิล มิฮอว์ค” ซึ่งเป็นนักดาบที่เก่งที่สุดในโลกตัวจริงปรากฎตัว

โซโลจึงขอ “ประดาบ” กับชายตาเหยี่ยวคนนี้

ปรากฎว่า วิชาสามดาบที่โซโลภูมิใจนักหนา กลับทำอะไรมิฮอว์คที่ “ต่อให้” ด้วยการใช้ “ดาบจิ๋ว” ขนาดเท่ามีดพกไม่ได้เลย

แต่เมื่อโซโลแสดงความกล้าหาญด้วยการสู้ไม่ถอย มิฮอว์คเลยให้เกียรติด้วยการยอมใช้ “ดาบดำ” สำหรับการสู้กันในดาบสุดท้าย

โซโลทุ่มแรงเฮือกสุดท้ายด้วยท่า “ดาบสามโลก”

แต่แล้วดาบของโซโล่ก็แตกทลาย ทำอะไรมิฮอว์คไม่ได้แม้แต่น้อย

โซโลยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี หันหน้ามายืนกางแขนให้มิฮอว์ค แล้วกล่าวว่า

“บาดแผลกลางหลัง คือความอับอายของนักดาบ”

แล้วมิฮอว์คก็กล่าวว่า “ยอดเยี่ยม” ก่อนที่จะฟันโซโลด้วยดาบดำจนโซโลล้มลงไปกอง

—–

ฉากการปะทะระหว่างโซโลและชายตาเหยี่ยวนั้น เกิดขึ้นในตอนที่ 51 ซึ่งผมน่าจะได้อ่านเมื่อประมาณปลายปี 2541

ยอมรับว่าตอนนั้นผมไม่เข้าใจเลยว่า โซโลจะไปยืนกางแขนให้ชายตาเหยี่ยวฟันซ้ำทำไม

และประโยคที่ว่า “บาดแผลกลางหลัง คือความอับอายของนักดาบ” แปลว่าอะไร

ผมเพิ่งจะมาเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นเมื่อไม่นานมานี้เอง

การที่คนเราจะเกิดบาดแผลกลางหลังได้นั้นมีอยู่สองสาเหตุ

สาเหตุแรกคือการโดนลอบกัด ซึ่งย่อมไม่เกิดขึ้นระหว่างการประลองของนักรบที่มีศักดิ์ศรีอยู่แล้ว

อีกความเป็นไปได้หนึ่งที่จะมีแผลกลางหลัง ก็คือการโดนทำร้ายในระหว่างที่เรากำลังหันหลังวิ่งหนีคู่ต่อสู้

และแผลกลางหลังแบบที่สองนี่เองคือสิ่งที่โซโลหมายถึง

โซโลพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกอย่าง และจะไม่หันหลังให้กับคู่ต่อสู้คนใด

เขายอมที่จะตายอย่างมีศักดิ์ศรี ดีกว่าขี้ขลาดแล้วรอด

ความกล้าหาญของผมคงไม่ได้หนึ่งในร้อยของโซโล แต่อย่างน้อยประโยคนี้ก็ช่วยเตือนใจผมอยู่เสมอว่า “คนจริง” เป็นยังไง

ใครไม่เคยอ่านการ์ตูน One Piece ลองดูนะครับ มันสนุกจริงๆ

แถมยังได้ข้อคิดบางอย่างที่จะอยู่ติดตัวคุณไปอีกนานแสนนานเลยล่ะ

ถ้าอยากชิมลาง ลองกูเกิ้ล การ์ตูน One Piece ดูก็ได้

หรือถ้าอยากดูแบบเป็น Animation ก็เข้า Youtube แล้วหา โซโล มิฮอว์ค ก็จะเจอเช่นกัน (แต่ภาพไม่สวยเท่าการ์ตูนภาพนิ่งนะครับ)

หากติดใจ อย่าลืมสนับสนุนสินค้าลิขสิทธิ์จากสำนักพิมพ์ Siam Inter Comics ด้วยนะครับ!  ตอนที่ 51 นี้อยู่ในเล่มที่ 6 ตามปกด้านล่างครับ