เราไม่สามารถทำสิ่งใดแย่ๆ ติดต่อกัน 52 ครั้งได้หรอก

20190822b

“Write a short story every week. It’s not possible to write 52 bad short stories in a row.”
-Ray Brabury

แม้ว่าเราจะเขียนไม่เก่ง แต่ถ้าลองได้เขียนบทความซัก 52 บท มันจะต้องมีซักบทความที่ดี

แม้จะไม่เคยวิ่งมาก่อน แต่ลองได้วิ่งติดต่อกันซัก 52 วัน ยังไงต้องมีซักวันที่วิ่งได้ถึง 5 กิโล

แม้จะพูดไม่เก่ง แต่ถ้าได้ซ้อม 52 รอบ มันต้องมีอย่างน้อยหนึ่งรอบที่พูดได้ดี

ถ้าเราไม่เก่งซักที ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้สำหรับเรา แต่อาจเป็นเพราะเราใจร้อนเกินไป เมื่อลองสามสี่ครั้งแล้วไม่ได้ดังใจ เราจึงเลิกไปเสียก่อน

แม้จะไม่มีพรสวรรค์ แม้จะไม่มั่นใจสักแค่ไหน แต่ความเพียร ความไม่หยุดหย่อน ความไม่ยอมแพ้ ก็อาจยังพาเราไปถึงเป้าหมาย

เพราะเราไม่สามารถทำสิ่งใดแย่ๆ ติดต่อกันได้ถึง 52 ครั้งหรอกนะครับ

—–

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 1 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M

จงเป็นของหายากสำหรับใครบางคน

20190813

หลายคนน่าจะติดตามเพจ วิเคราะห์บอลจริงจัง ที่เขียนโดย “คุณวิศ” วิศรุต สินพงศพร

มันคือเพจที่วิเคราะห์เรื่องฟุตบอลรวมถึงเรื่องราวอื่นๆ ที่อยู่ในกระแสอย่างเจาะลึก ทุกบทความมีความยาวถึงยาวมาก อ่านแล้วรู้เลยว่าทำการบ้านมาอย่างดี ลงรายละเอียดราวกับผู้เขียนได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับตัวเอกของเรื่อง แถมการเรียบเรียงก็สละสลวยอ่านเพลินไม่มีสะดุด

เพจนี้มีคนติดตามสองแสนคน และทุกโพสต์มียอดแชร์ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน ซึ่งสูงกว่าเพจที่มีผู้ติดตามเป็นล้านเสียอีก

ผมเชื่อว่าที่เพจวิเคราะห์บอลจริงจังมี engagement ดีขนาดนี้เพราะเขาเป็นของหายาก

เพราะสื่อส่วนใหญ่ที่เราเห็นมักจะนำเสนอคอนเทนท์ที่ค่อนข้างฉาบฉวยหรือคอนเทนท์ที่ลอกต่อๆ กันมา ในขณะที่เนื้อหาในเพจวิเคราะห์บอลจริงจังนั้นเป็นงาน craft ที่ผู้อ่านสัมผัสได้ถึงความพิถีพิถันและความตั้งใจ

—–

เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ผมได้อ่านหนังสือเรื่อง The Game ที่เขียนโดย Neil Strauss ที่ว่าด้วยการจีบสาว

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมผู้หญิงสวยๆ ถึงมักจะลงเอยกับผู้ชายที่ดู bad boy ในขณะที่ผู้ชายแสนดีอย่างเราถึงไม่เคยจีบคนเหล่านั้นติดซักที

เพราะว่าเราทำตัวเป็นของหาง่ายไงครับ

เราเชื่อในการเอาความดีแลกความรัก (ทั้งๆ ที่ตัวจริงเราก็ไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั้นหรอก) เราเลยสวมบทพี่ชายที่แสนดี เพื่อเธอฉันยอมทุกอย่าง เธออยากได้อะไรฉันพร้อมหามาให้ เธอต้องการตัวเมื่อไหร่ฉันพร้อมไปหาเสมอ

โดยเราลืมนึกไปเลยว่า มีผู้ชายอีก 10 คนที่ทำเหมือนๆ กัน

ผู้หญิงสวยๆ เขาได้รับการเอาอกเอาใจและมีคนพร้อมยอมให้ทุกอย่างจนชินแล้ว

แต่พอผู้หญิงสวยได้เจอ bad boy ที่ไม่ได้ง้อ ไม่ได้ยอมทุกอย่าง และไม่ได้ว่างจะเจอเธอตลอดเวลา ผู้หญิงก็จะรู้สึกว่า เออ คนนี้แปลกดี และเริ่มสนอกสนใจเพราะเขาแตกต่างจากคนอื่นๆ

และสิ่งที่ bad boy โดดเด่นกว่าพี่ชายแสนดีคนอื่นๆ ก็คือความมั่นใจในตัวเอง ความไม่กลัวการโดนปฏิเสธ ชอบก็บอกว่าชอบไม่อ้อมค้อมหรือกระมิดกระเมี้ยน

ดังนั้น ถ้าอยากจะจีบหญิงสวยๆ ให้ติด บางทีเราก็ต้องคิดแบบ bad boy บ้าง

ไม่ใช่ให้ทำตัวเลว ไม่สน ไม่แคร์นะครับ เพียงแต่อย่ายอมมากไป อย่าตามมากไป เพราะมันเป็นสิ่งที่หาง่ายมากสำหรับผู้หญิงสวยๆ เท่านั้นเอง

—–

Justin Kerr เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงที่อายุน้อยที่สุดกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง UNIQLO และ Levi โดยที่เขาไม่เคยเลิกงานหลัง 5 โมงเย็นและไม่เคยตอบอีเมลวันเสาร์อาทิตย์เลยแม้แต่ฉบับเดียว

จัสตินเล่าให้ฟังในหนังสือ How to be great at your job ว่าเขามีคติการทำงานแค่สองอย่าง คือ be accurate และ be early

เขาจึงเช็คอีเมลก่อนส่งทุกครั้งว่าไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่จุดเดียว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนที่รับงานของเขาไปว่าเขาเป็นคนที่ฝากผีฝากไข้ได้

นอกจากนี้ เขายังส่งงานก่อนเวลาเสมอ และก่อนที่จะส่งงาน ก็จะคอยแจ้งเจ้านายอยู่เป็นระยะๆ ว่างานที่เขาทำอยู่ไปถึงไหนแล้ว

และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจัสตินก็ไม่รีรอที่จะเข้าไปคุยกับหัวหน้าเพื่อจะขอความรับผิดชอบเพิ่ม

เมื่อทำงานเสร็จรวดเร็วกว่าคนอื่นๆ โดยไม่มีข้อผิดพลาด แถมยังแสดงความชัดเจนว่าพร้อมจะรับงานเพิ่ม จัสตินก็เลยเติบโตอย่างรวดเร็ว

เพราะจัสตินทำตัวเป็นคนที่หายากสำหรับหัวหน้าของเขานั่นเอง

—–

หากอยากสำเร็จกว่าใครๆ จงดูให้ดีว่าคนที่เราต้องการจะ serve นั้นต้องการอะไร สิ่งใดบ้างที่เขายังขาดอยู่

จากนั้นเราก็ต้อง fill the gap ด้วยการทำตัวให้ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ

นั่นก็คือทำตัวเป็นของหายากสำหรับเขาคนนั้นนั่นเอง

ใช้ได้ทั้งเรื่องการงาน ความสัมพันธ์ รวมถึงมิติอื่นๆ ของชีวิต

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

ป.ล. หวังว่าบล็อก Anontawong’s Musings จะเป็นของหายากสำหรับคุณเช่นกันนะครับ 🙂


 

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 11 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

ความล้มเหลวเริ่มจากข้างในก่อนเสมอ

20190723

Failure is a feeling long before it’s an actual result.
― Michelle Obama, Becoming

ไม่ว่าจะสอบตก ทำงานไม่ทัน น้ำหนักเกินไปเยอะ เหล่านี้คือผลลัพธ์

แต่ก่อนจะสอบตก ก่อนจะทำงานไม่ทัน ก่อนจะน้ำหนักเกิน มันมีการกระทำบางอย่าง หรือการไม่กระทำบางอย่างนำมาก่อน

การกระทำเกิดขึ้นจากเจตนา และส่วนใหญ่เจตนาก็เกิดจากอารมณ์หรือความรู้สึก

เมื่อรู้สึกขี้เกียจ ก็เลยเข้าเฟซ ก็เลยเม้าธ์มอย ก็เลยไม่เคยโฟกัสกับงานที่อยู่ตรงหน้าได้

เมื่อรู้สึกเบื่อๆ อยากๆ ก็เลยกินขนม ก็เลยกินชานม ก็เลยแคลอรี่เกิน

อารมณ์ที่ไม่ productive ย่อมนำไปสู่การกระทำที่ไม่ productive และผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่ productive

ภาพสุดท้ายทางกายภาพจึงเป็นเพียงกระจกสะท้อนภาพที่อยู่ในใจเรา

ความล้มเหลวนั้นเริ่มขึ้นที่ใจก่อนเสมอ

และความสำเร็จก็เริ่มขึ้นที่ใจเช่นกัน

ถ้าอยากให้ภาพข้างนอกมันดีขึ้น เราก็ต้องเปลี่ยนภาพข้างในให้ดีขึ้นก่อนครับ

อยากได้ผลลัพธ์ตรงข้ามก็ทำตรงข้าม

20190716

ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากคนทั่วไป เราก็ต้องทำอะไรที่ต่างจากคนทั่วไป

ไม่กินของอร่อยแต่เสียสุขภาพ แต่ฝึกลิ้นให้อร่อยกับของที่ดีต่อสุขภาพ

ไม่รอให้ป่วยแล้วค่อยออกกำลังกาย แต่ออกกำลังกายจะได้ไม่ป่วย

ไม่ทำงานอย่างลูกน้อง แต่ทำงานเหมือนเราเป็นเจ้าของ

ไม่ทำเพื่อให้รวย แต่ทำให้ดีแล้วความรวยตามมาเอง

ไม่ใช้เงินแล้วเก็บที่เหลือ แต่เก็บเงินแล้วใช้ที่เหลือ

ไม่รอให้เจ้านายสั่ง แต่ทำก่อนเจ้านายจะเอ่ยปาก

ว่างแล้วไม่เล่นมือถือ ว่างแล้วคุยกับคนใกล้ชิด

ไม่รอนาทีสุดท้าย แต่ลงมือเสียแต่นาทีแรก

ไม่เอาแต่พูด แต่ทำจริงแล้วให้คนอื่นพูด

ไม่กินจนอิ่ม แต่กินจนหายหิว

ไม่รีบตื่น แต่รีบเข้านอน

ความสำเร็จในที่ลับมาก่อนความสำเร็จในที่แจ้ง

20190421_privatevictories

“Private victories precede public victories.”
-Stephen Covey

เวลาเรามองคนที่ประสบความสำเร็จ เรามักจะเห็นแค่ผลลัพธ์

ไม่ว่าจะเป็นยอดวิว ยอดขาย รายได้ ชื่อเสียง

เหล่านี้ล้วนเป็นความสำเร็จที่เราก็อยากได้มาครอบครอง

จนบางทีเราก็ลืมคิดไปว่ากว่าพวกเขาจะมาถึงจุดนี้ได้ เขาต้องแลกกับอะไรมาบ้าง

ต้องทำงานสัปดาห์ละ 60 ชั่วโมง

ต้องแบกรับความเสี่ยงและสายตาของคนใกล้ชิด

ต้องเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อตื่นแต่เช้ามาฝึกซ้อม

ถ้าความสำเร็จในที่ลับเรายังทำให้เกิดไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะมีความสำเร็จในที่แจ้ง

จะนอนต่อหรือจะลุกขึ้น จะเล่นเฟซหรือจะเขียนบทความ จะรักษาหน้าหรือจะยอมรับว่าตัวเองไม่รู้/ไม่เก่งแล้วเอ่ยปากถาม

แต่ละวันคือโอกาสในการสะสมแต้ม private victories

และถ้าโชคดีพอ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เราอาจจะมี public victories ไว้ให้เชยชมอย่างใครเขาบ้างก็ได้

ถ้าไม่อาจฉลองความสำเร็จ

20190326_celebrate

ให้ฉลองการกระทำ

หลายครั้งที่ลงแรงไปมากมาย แต่ผลลัพธ์ไม่ได้ตามที่มุ่งหวัง

ผลลัพธ์ก็คือผลลัพธ์ ให้จมจ่อมยังไงก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

แต่อย่างน้อยถ้ารู้ตัวว่าเราทำเต็มที่แล้ว และสิ่งที่เราทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเที่ยงตรงตามที่ควรจะเป็นแล้ว ก็อย่าลืมตบไหล่ให้กำลังใจตัวเองบ้าง

เพราะความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

ในเวลาที่ฟ้ายังไม่เปิด ดีที่สุดคือหยุดพักให้หายเหนื่อย แล้วค่อยเริ่มใหม่อีกครั้งเท่านั้นเอง

ความสำเร็จเป็นกับดักชั้นยอด

20190312_successtrap

หนึ่ง เพราะเราชอบความรู้สึกดีๆ

สอง เพราะเราไม่ชอบออกแรง

สาม เพราะเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง

เมื่อเราทำอะไรสำเร็จแล้ว เราจึงมีแนวโน้มที่จะทำแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ เพราเราเสพติดความรู้สึกดีๆ เพราะเราไม่อยากเปลืองแรงไปลองผิดลองถูก เพราะเราไม่อยากเปลี่ยนแปลงเพราะการเปลี่ยนแปลงมาพร้อมกับความไม่แน่นอน

แต่ถึงเราจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน ความไม่แน่นอนก็ย่อมมีอยู่ตามกฎไตรลักษณ์

ทำแบบเดิมสำเร็จมานานปี ทำแบบเดิมวันนี้อาจล้มเหลว เพราะบริบทไม่เคยเหมือนเดิม และคนก็ไม่เคยเหมือนเดิม

ความสำเร็จจึงเป็นกับดักที่อันตรายกว่าความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวมันบังคับให้เราต้องเปลี่ยน แต่ความสำเร็จเป็นตัวบอกว่า เป็นอย่างนี้แหละดีแล้ว เป็นอย่างนี้แหละดีแล้ว เป็นอย่างนี้แหละดีแล้ว

กว่าจะรู้ตัวอีกที มันก็ไม่ได้ดีอีกต่อไปแล้ว

สิ่งที่คนสำเร็จทำเหมือนกัน

20190212_success

คือเขาทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น

หรือไม่ก็ทำเหมือนคนอื่นในเวลาที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน

ยกตัวอย่างเช่น

ถึงออฟฟิศเรียบร้อยในเวลาที่คนอื่นกำลังรถติด

อาสาบันทึกการประชุมในขณะที่คนอื่นนั่งฟังเฉยๆ

ทำให้เกินที่หัวหน้าคาดหวังในขณะที่คนอื่นทำงานให้พอเสร็จๆ ไป

ทำหนึ่งอย่างให้ดีสุดๆ ในขณะที่คนอื่นๆ ทำ 5 อย่างแต่ไม่เสร็จซักอย่าง

อ่านหนังสือดีๆ ในเวลาที่คนอื่นเสพดราม่า

ยกหูโทร.คุยในเวลาที่คนอื่นคุยผ่านไลน์

ทำโปรเจ็คส่วนตัวในเวลาที่คนอื่นๆ กำลังนั่งดูซีรี่ส์

ออกไปวิ่งในเวลาที่คนอื่นๆ ยังซุกอยู่บนเตียง

เลือกที่จะเสี่ยงในขณะที่คนอื่นเลือกที่จะอยู่ใน comfort zone

เผชิญหน้ากับอุปสรรคในขณะที่คนอื่นๆ หลีกเลี่ยง

เลือกที่จะสู้ต่อในเวลาที่คนอื่นยอมแพ้ไปแล้ว

ถ้าลองสำรวจคนที่ประสบความสำเร็จ จะเห็นว่าเขาไม่ได้ฉลาดหลักแหลมหรือมีโอกาสมากกว่าเรา เขาแค่ทำสิ่งที่คนอื่นไม่ทำกัน หรือทำสิ่งธรรมดาๆ ในเวลาที่คนอื่นไม่ทำกัน

เพราะถ้าทำเหมือนคนอื่น ผลลัพธ์ก็จะได้เหมือนคนอื่น – if you follow the crowd you end up with the crowd.

ถ้าอยากจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป ก็แค่ต้องทำอะไรบางอย่างให้แตกต่างออกไปเท่านั้นเอง

ถ้าอยากได้ความสำเร็จ

20181001_success

จงคำนวณราคา แล้วก็จ่ายมันซะ

“If you want success, figure out the price, then pay it.”
– Scott Adams

เพราะโลกนี้ไม่เคยมีอะไรฟรี

คนไม่น้อยมักลืมความจริงข้อนี้ เลยชอบตั้งเป้าหมาย โดยไม่ยอมจ่ายราคาเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น

ถ้าอยากผอม ราคาที่ต้องจ่ายคือความหงุดหงิดเวลาที่ต้องอดใจไม่กินของโปรด

ถ้าอยากวิ่งมาราธอน ราคาที่ต้องจ่ายคือการนอนแต่หัวค่ำเพื่อเตื่อนแต่เช้ามืดมาซ้อมวิ่ง

ถ้าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ราคาที่ต้องจ่ายคือความสม่ำเสมอของรายได้ที่หายไป สีหน้าไม่เข้าใจของคนที่เรารัก และการถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากลูกค้า

คนส่วนใหญ่ไม่ยอมจ่ายราคานี้ คนส่วนใหญ่ก็เลยไม่เคยไปถึงจุดหมาย

แต่ในทางกลับกัน

ถ้าเราคิดให้ถ้วนถี่ว่าราคาที่ต้องจ่ายคืออะไร แล้วก็ยอมจ่ายเต็มราคาโดยไม่มัวมานั่งต่อรอง ก็มีโอกาสสูงมากที่เราจะบรรลุเป้าหมายนั้นครับ

Threshold ของความสำเร็จ

20180903_threshold

ใครที่เรียนฟิสิกส์หรือสายวิศวกรรมมา จะรู้ว่าค่า threshold (เทรชโฮลด์) คือค่าต่ำสุดที่จะก่อให้เกิดการรับรู้หรือการเปลี่ยนแปลง

เช่นหูของคนเราไม่สามารถได้ยินเสียงบางคลื่นความถี่ได้ จนกว่าความดังจะขึ้นถึงระดับ threshold ก่อน เช่นเสียง 1000 Hz ต้องดังประมาณ 4 เดซิเบลก่อนที่หูของเราจะได้ยินเสียงนั้น

เราสามารถเอา threshold นี้มาประยุกต์ใช้ได้กับหลายเรื่องในชีวิตในฐานะ “ราคาขั้นต่ำที่ต้องจ่ายกว่าจะได้อะไรมา”

และราคานั้นมักจะมีชื่อว่าความล้มเหลวหรือความผิดพลาด

ยกตัวอย่างเช่น เวลาหัดปั่นจักรยานสองล้อ เราอาจต้องล้มอย่างน้อย 20 ครั้งถึงจะเริ่มทรงตัวบนจักรยานได้

หรือเวลาเราต้องโทร.ไปขายของลูกค้า เราอาจต้องโดนปฏิเสธประมาณ 10 ทีก่อน ถึงจะมีคนนึงยอมฟัง

หรือเวลาเราต้องเตรียมตัวขึ้นพูดเวทีใหญ่ เราอาจต้องซ้อมอย่างน้อย 5 รอบก่อนที่จะเริ่มมีความมั่นใจว่าจะงานนี้จะไม่ล่ม

ล้ม 20 ครั้ง โดนปฏิเสธ 10 ที ซ้อม 5 รอบ เหล่านี้ล้วนเป็นค่า threshold หรือราคาที่เราต้องจ่ายกว่าจะได้สิ่งที่เราต้องการมา

ดังนั้น การผิดพลาดหนึ่งครั้งจึงมีความหมายเท่ากับเราเข้าใกล้ความสำเร็จขึ้นอีกหนึ่งก้าว

น่าเสียดายที่ระบบการศึกษาสอนให้เรากลัวความผิดพลาด ต้องทำถูกเยอะๆ เท่านั้นถึงจะได้เกรด 4 เป็นสิ่งตอบแทน และถ้าทำผิดเยอะเกินไปก็จะได้การซ้ำชั้นเป็นการลงโทษ

เราเลยโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่กลัวความผิดพลาด พะวงนั่นพะวงนี่จนไม่กล้าทำอะไรที่ออกจาก comfort zone เหมือนเป็นนักมวยที่เอาแต่เต้นฟุตเวิร์คหนีคู่ปรับ หนียังไงก็ไม่มีทางชนะ เผลอๆ ถูกจับแพ้ด้วยข้อหาชกไม่สมศักดิ์ศรี

ดังนั้น อย่ากลัวที่จะผิดพลาด ยิ่งพลาดเยอะยิ่งดี เพราะทุกความสำเร็จมีค่า threshold ของมันอยู่

สะสมแต้มครบเมื่อไหร่ ความสำเร็จก็เป็นสิ่งที่พึงหวังได้แน่นอน