2 ทางสู่ความสำเร็จเหนือคนธรรมดา

20180630_twoways

ทางที่ 1: รู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียวจนเป็น top 1% หรือ top 0.1% ของวงการ

ทางนี้ได้ผลตอบแทนเยอะ แต่ก็เป็นทางที่ยากมากเช่นกันๆ มีไม่กี่คนที่จะได้เล่นฟุตบอลให้ทีมพรีเมียร์ลีกหรือได้เล่นหนังใหญ่ของ Hollywood

ทางที่ 2: รู้อะไรให้มากกว่าคนธรรมดาอย่างน้อยสองอย่างจนเป็น top 25% แล้วเอาทักษะสองอย่างนี้มารวมกัน

ใครหลายคนน่าจะเคยอ่าน Dilbert การ์ตูนสามช่องกัดจิกชีวิตมนุษย์เงินเดือนแบบแสบๆ คันๆ โดยมีหนุ่มใส่แว่นนามดิลเบิร์ตเป็นตัวดำเนินเรื่อง การ์ตูนเรื่องนี้อยู่มาเกือบ 30 ปีแล้ว และถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ถึง 2,000 ฉบับทั่วโลก

Scott Adams ผู้เขียน Dilbert เล่าว่า ฝีมือการวาดการ์ตูนของเขาไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมาย แต่อย่างน้อยเขาก็ยังวาดได้ดีกว่าคนที่วาดการ์ตูนไม่เป็น เขาเป็นคนมีอารมณ์ขัน แต่ก็ไม่ได้มากไปกว่าตลกมืออาชีพ แต่มีนักวาดการ์ตูนไม่เยอะที่เป็นคนตลก และมีตลกมืออาชีพไม่เยอะที่วาดการ์ตูนเป็น แถมเขายังเคยทำงานประจำมาก่อนด้วย ดังนั้นเมื่อเอาทักษะสามอย่างมารวมกัน – วาดการ์ตูน + อารมณ์ขัน + ความเข้าใจชีวิตมนุษย์เงินเดือน มันจึงเป็น combination ที่หาคนเลียนแบบได้ยาก คู่แข่งจึงแทบไม่มี และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน

สก๊อตยังบอกว่า ทางที่ 2 นี่เป็นวิธีที่ใครๆ ก็ทำได้ เพราะแค่ออกแรงซักหน่อย เราก็สามารถฝึกฝนจนเป็นคน top 25% ในด้านนั้นๆ ได้แล้ว ประเด็นคือเราต้องเป็น top 25% ของทักษะอย่างน้อยสองอย่าง และนำมันมารวมกันจนเกิดสิ่งที่น้อยคนนักจะทำได้

ยกตัวอย่างตัวผมอีกคนก็ได้ (แม้จะยังเรียกไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่าประสบความสำเร็จก็เถอะ) หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ เกิดขึ้นได้เพราะทักษะ 3 อย่าง

– การทำงานเป็นพนักงานประจำอยู่สิบกว่าปี
– ทักษะภาษาอังกฤษที่ทำให้เข้าถึงหนังสือและบทความที่หลากหลาย
– ความสามารถในการสรุปเนื้อหาออกมาเป็นภาษาเขียนที่เข้าใจง่าย

ผมไม่ใช่คนทำงานที่เก่งที่สุด ภาษาอังกฤษของผมก็ยังห่างไกลจากคำว่าเพอร์เฟ็กต์ ส่วนทักษะการเขียนของผมก็เป็นแค่ระดับบล็อกเกอร์มือสมัครเล่น ไม่อาจเทียบชั้นอะไรได้เลยกับนักเขียนมืออาชีพ แต่พอเอาทักษะสามอย่างนี้มารวมกัน ก็มากเพียงพอที่จะเขียนหนังสือที่ไม่เหมือนใครในตลาด

ดังนั้น ลองหาให้เจอครับว่าเราเก่งเรื่องอะไรบ้าง แล้วลองคิดดูว่าจะนำมันมาผสมผสานกันได้อย่างไร แล้วเราอาจจะพบว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Dilbert Blog: Career Advice

พลาดแล้วเปลี่ยน

20180616_changewhenyouarewrong

เท่าที่ผมสังเกตมา คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่รู้ว่าอะไรคือคำตอบที่ถูกต้องสำหรับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต

เขาไม่ได้ IQ สูงไปกว่าเรา เข้าถึงสื่อได้มากกว่าเรา หรือมีต้นทุนทางการเงินมากไปกว่าเราซักเท่าไหร่นัก

สองอย่างที่เขาทำแต่เราไม่ค่อยได้ทำกันคือ

1.คิดแล้วลงมือทำ
2.ถ้าทำพลาด ก็ยอมรับและปรับเปลี่ยน

คนส่วนใหญ่จะติดตั้งแต่ข้อแรกแล้ว คือเอาแต่คิดแล้วก็ไม่ได้ลงมือทำเพราะต้องรอให้พร้อมหรือรอให้หลายๆ อย่างเป็นใจก่อน

แต่เราไม่เคยพร้อมและโลกก็ไม่เคยเป็นใจ

จริงๆ แล้ว เราต้องลงมือทำไปก่อน โลกถึงค่อยๆ เป็นใจ และเราถึงจะค่อยๆ พร้อมขึ้นมา

พอผ่านขั้นตอนแรกมาแล้ว ก็มีไม่น้อยที่มาติดอยู่ขั้นตอนที่สอง

คือพลาดแล้วไม่เปลี่ยน

พลาดในที่นี้อาจจะพลาดโดยไม่รู้ตัวก็ได้ เพราะไม่เคยวัดผลหรือสำรวจจริงๆ จังๆ ว่าที่เราทำอยู่นี้มันดีแล้วหรือยัง ยังปรับปรุงตรงไหนได้มั้ย

พอไม่สำรวจ จึงก้มหน้าก้มตาดั้นด้นทำไป สปีดในความก้าวหน้าจึงช้ากว่าที่ควรจะเป็น

หรือแม้บางทีจะรู้ตัวว่าพลาด ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยน จะด้วยกลัวเสียหน้า หรือเสียดายแรงที่ลงไปเพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า sunk cost

พอพลาดแล้วไม่ยอมเปลี่ยน จึงเสียโอกาสที่จะทำให้มันดีขึ้น มันก็เลยไม่ประสบความสำเร็จซักที

คิดแล้วลงมือทำ ทำพลาดแล้วเปลี่ยน ถ้าทำสองข้อนี้ได้ ความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกลครับ

100 ต่อ 1

20180509_100to1

100 คนนั่งนิ่ง
1 คนยกมือ

100 คนเล่นมือถือ
1 คนอ่านหนังสือ

100 คนพูด
1 คนเงียบ

100 คนเงียบ
1 คนพูด

100 คนเสพ
1 คนสร้าง

100 คนซื้อ
1 คนขาย

100 คนเอาแต่คิด
1 คนลงมือทำ

100 คนทำแล้วล้มเลิก
1 คนทำจนสำเร็จ

100 คนสนใจเรื่องชาวบ้าน
1 คนสนใจเรื่องตัวเอง

ทำเหมือนคนส่วนมาก ก็จะได้ผลเหมือนคนส่วนมาก

ทำเหมือนคนส่วนน้อย ก็จะได้ผลเหมือนคนส่วนน้อยครับ

—–

ดัดแปลงมาจาก Quora: Hector Quintanilla’s answer to What does the 1% do with their time compared to the 99%?

สองสิ่งที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้

20180419_incompatible

คือความสำเร็จกับข้อแก้ตัว

You can have results or excuses. Not both
-Arnold Schwarzenegger

ตอนนี้ผมอยู่ที่เชียงใหม่ครับ

มาทำหน้าที่เป็น Trainer ให้กับโครงการ Northern Innovative Startup Thailand สองวัน

ใครที่เคยเป็นเทรนเนอร์น่าจะพอนึกภาพออกว่ามันต้องใช้พลังงานเยอะพอสมควร เพราะเราต้องขับเคลื่อนคนอีกหลายสิบคนตลอด 6 ชั่วโมงทั้งเช้าบ่าย

สอนเสร็จ ผมไปหา “อาเข้ม” ที่อยู่เชียงใหม่มาสี่สิบกว่าปี ไปนั่งฟังเขาเล่าถึงที่มาที่ไปของ ทวารบาล บ้านเทวาลัย ที่อาเข้มปลุกปั้นมา 15 ปี ก่อนที่จะพาไปกินร้านโอ้กะจู๋ อยู่กันจนถึงร้านปิด

กว่าจะกลับถึงห้องก็ 4 ทุ่มแล้ว รู้ตัวว่ายังไม่ได้เขียนบล็อกแต่ก็คิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไร จึงนอนอ้อยอิ่งไถเฟซบุ๊คอยู่เกือบชั่วโมง (สี่ทุ่มคือช่วงที่ willpower อยู่ในขีดต่ำสุดแล้ว จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะผลาญเวลาไปกับมือถือ)

แต่เมื่อถึงจุดที่ตัดใจวางมือถือลงได้ ก็เดินไปเปิดกระเป๋าและหยิบโน๊ตบุ๊คขึ้นมาเปิดเครื่องด้วยหัวสมองอันว่างเปล่า

แล้วประโยคนี้จะผ่านเข้ามาในหัว เป็นคำพูดที่ผมเจอบนโปสเตอร์ขนาดใหญ่หน้าฟิตเนสในมาเลเซียเมื่อเดือนที่แล้ว

You can have results or excuses. Not both

จะเอาผลลัพธ์ก็ได้ จะเอาข้อแก้ตัวก็ได้ แต่จะเอาทั้งสองอย่างไม่ได้

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่แก้ตัวเป็น เราจึงเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่หลอกตัวเอง

เมื่อหลอกตัวเองได้สนิทใจ ก็เลยไม่ได้ลงมือทำ

เมื่อไม่ได้ลงมือทำ มันก็เลยไม่เกิดผล

เมื่อไม่เกิดผล ความสำเร็จจึงต้องรอคอยเราต่อไป

ข้อแก้ตัวกับความสำเร็จจึงเป็นปรปักษ์กัน

ถ้าคิดอีกมุม เราก็จะได้สูตรความสำเร็จที่เรียบง่ายที่สุดในโลก

แค่อย่ามีข้อแก้ตัวเท่านั้นเอง


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

คลองไม่ได้เน่าในคืนเดียว

20180321_klong

Failure is simply a few errors in judgment, repeated every day.
-Jim Rohn

คนเราไม่สามารถอ้วนฉุได้ภายในข้ามคืน

ก่อนจะน้ำหนักถึง 100 กิโล เขาต้องเคยหนัก 50 กิโลมาก่อน แต่การตัดสินใจที่จะกินน้ำหวานแทนน้ำเปล่า ก็อาจจะทำให้พรุ่งนี้เขาหนักขึ้น 10 กรัม

100 วันก็ 1 กิโล
1000 วันก็ 10 กิโล
5000 วัน หรือ 13 ปี 8 เดือนก็ 50 กิโล
50+50 = 100 กิโลพอดี

ธุรกิจ(ส่วนใหญ่)ไม่สามารถเจ๊งได้ชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการตัดสินใจผิดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำติดต่อกันทุกวัน เช่นปล่อยสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกไป รับคนจิตใจไม่ดีเข้ามาไว้ในองค์กร ย่อหย่อนเรื่องระเบียบวินัย และอีกหลายปัจจัยที่เป็นน้ำเซาะปราสาททรายให้พังครืนลงมาเมื่อถึงเวลาของมัน

คลองไม่ได้เน่าในคืนเดียว

คู่รักไม่ได้เลิิกกันเพราะมีปากเสียงแค่ครั้งเดียว

ชีวิตไม่ได้ล้มเหลวเพราะทำผิดแค่หนเดียว

วันนี้ลองสำรวจตัวเองดูนะครับ ว่ามีความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ อะไรบ้างที่เราปล่อยให้เกิดมาช้านาน

แค่แก้ไขเรื่องนี้ ทิศทางชีวิตก็น่าจะดีขึ้นได้แล้ว

ความสำเร็จมีไว้ให้เช่า

20180122_successisrented

แถมต้องจ่ายค่าเช่าเป็นรายวันด้วย

“Success is never owned; it is only rented – and the rent is due every day.”
-Rory Vaden

เพราะความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา

แม้บางคนจะประสบความสำเร็จด้วยความฟลุ้คและหน้าตา แต่ความสำเร็จแบบนั้นก็อยู่ได้ไม่ยาว

และถึงจะได้ความสำเร็จมาด้วยวิธีที่ถูกที่ควร ก็ใช่ว่าเราจะนิ่งนอนใจได้ เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของความสำเร็จได้ เต็มที่เราก็เป็นแค่ “ผู้เช่า” ความสำเร็จเท่านั้น

และค่าเช่ารายวันที่เราต้องจ่าย ก็คือการทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

หากเราค้างค่าเช่าซักวันสองวันอาจไม่เป็นไร แต่ถ้าค้างนานๆ ยังไงก็ต้องโดนไล่ออกจากบ้านหลังนี้

จริงๆ ผมก็เพิ่งสังเกตว่า ภาษาไทยเราจะไม่ค่อยใช้คำว่า “คนสำเร็จ” แต่ใช้คำว่า “คนประสบความสำเร็จ”

“ประสบ” เป็น verb แถมในรูปประโยคนี้มันน่าจะเป็น verb แบบเติม -ing ด้วย

คนที่ประสบความสำเร็จ คือคนที่พาตัวเองไปพบกับความสำเร็จในทุกๆ วัน

วันไหนเหยาะแหยะใส่เกียร์ว่าง วันนั้นก็ไม่อาจเรียกได้ว่า “ประสบความสำเร็จ”

ความเป็นอนิจจังของความสำเร็จนั้น ในแง่นึงมันก็เหนื่อยเหมือนกันที่เราต้องคอยออกแรงตลอด

แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็มอบอิสรภาพให้กับเรา

เพราะ “ความไม่สำเร็จ” ที่ผ่านๆ มานั้นไม่นับ

แค่ทำวันนี้ให้ดี ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว


เปิดรับสมัคร Time Management รุ่น 7 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ก.พ.  >> https://goo.gl/U55hAb

แพ้ไม่ได้แปลว่าล้มเหลว

20180115_lossisnotfailure

ชนะไม่ได้แปลว่าสำเร็จ

Annie Duke เป็นนักเล่นไพ่โปกเกอร์อันดับต้นๆ ของโลก

เธอเคยคว้าแชมป์ World Series of Poker ในปี 2004 มาแล้ว (รายการนั้นมีคนเข้าแข่งขันสองร้อยกว่าคน)

โปกเกอร์นั้นไม่ได้ใช้แค่ดวง แต่ต้องอาศัยการวางแผน การคำนวณและเข้าใจหลักจิตวิทยาด้วย (แอนนี่ได้รับทุนเรียน Cognitive Psychology ที่ University of Pennsylvania ซึ่งเป็นมหาลัยระดับท็อปของอเมริกาา)

เธอบอกว่า การแพ้ไม่ได้แปลว่าเธอทำได้ไม่ดี เพราะบางทีแม้ว่าเธอจะตัดสินใจได้ดีแค่ไหน ควบคุมอารมณ์ได้ดีเท่าไหร่ แต่เธอก็ไม่สามารถควบคุมไพ่ในมือคนอื่นได้ ดังนั้นแม้จะทำทุกอย่างได้ตามแผน ก็ยังมีสิทธิ์แพ้ได้อยู่ดี

ในทางกลับกัน ถ้าเธอชนะ ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะดีเสมอไป เธออาจจะตัดสินใจได้ไม่ดีด้วยซ้ำ แต่ก็ดันฟลุ้คชนะมาได้

เปรียบเหมือนกับการขับรถฝ่าไฟแดงแล้วไม่เจออะไร ก็ไม่ได้แปลว่าเราควรจะฝ่าไฟแดงเรื่อยๆ หรือถ้าเราขับผ่านไฟเขียวแล้วเจออุบัติเหตุ ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่ควรวิ่งผ่านไฟเขียวอีกแล้ว

แพ้หรือชนะ จึงไม่สำคัญเท่ากับหลักการหรือการกระทำที่นำไปสู่ผลลัพธ์นั้น

เพราะนั่นต่างหากที่จะเป็นตัวตัดสินว่า เราจะสำเร็จหรือล้มเหลวในระยะยาวครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Tribe of Mentors Short Life Advice from the Best in the World by Timothy Ferriss

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่น 6 & 7 เรียนเสาร์ที่ 3 ก.พ.  >> https://goo.gl/U55hAb (รอบเช้าเหลือ 8 ที่นั่ง รอบบ่ายเหลือ 10 ที่นั่ง)

วิธีง่ายๆ ที่จะกลายเป็นคน Top 10%

20171227_top10percent

คือคิดแล้วลงมือทำ

เพราะคนส่วนใหญ่คิด แต่ไม่เคยลงมือทำ

คิด 10 คน อาจจะทำแค่คนเดียว

เพราะฉะนั้น เพียงแค่คุณลงมือทำ คุณก็ดีกว่าอีก 9 คนที่เอาแต่คิดแล้ว

เพิ่มอีกหนึ่งสเต็ปที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนจาก Top 10% เป็น Top 1%

นั่นคือเมื่อลงมือทำแล้ว ก็จงทำให้เสร็จ

เพราะลงมือทำ 10 คน มักจะทำเสร็จแค่คนเดียว

ยกตัวอย่างเช่น

100 คนคิดอยากจะเขียนบล็อก

10 คนเท่านั้นที่ลงมือเขียนจริงๆ

และจะมี 1 คนเท่านั้นที่เขียนเสร็จแล้วกด ‘publish’ เพื่อแชร์งานของตัวเองให้โลกเห็น

ต่อให้บทความที่คุณเขียนออกมามันจะแย่แค่ไหน ก็ยังดีกว่าบทความแสนเพอร์เฟคที่อยู่แต่ในหัว

คิดแล้วลงมือทำ คุณจะกลายเป็น Top 10%

ทำแล้วทำให้เสร็จ คุณจะกลายเป็น Top 1%

Simple. Not Easy.

แต่ทำได้ทุกคนครับ

ขาขึ้นจงน่ารักกับทุกคน

20171224_wayup

เพราะขาลงคุณจะได้เจอพวกเขาอีก

“Be nice to people on your way up because you’ll meet them on your way down.”
-Wilson Mizner

เมื่อคืนผมก็ได้ดูคลิปศิลปินตลกท่านหนึ่งที่ผมไม่เห็นหน้ามาซักพักแล้ว

เธอเคยดังเป็นพลุแตกเมื่อหลายปีที่แล้ว มีคิวงานข้ามปีแถมยังเรียกค่าตัวได้ถึง 6 หลัก

การเรียกค่าตัวแพงไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเพราะมันเป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ของอุปสงค์-อุปทาน เข้าทำนองน้ำขึ้นให้รีบตัก

แต่กับดักที่คนขาขึ้นมักจะเจอก็คือการเผลอคิดว่าตอนนี้ฉันดัง ฉันจะทำตัวอย่างไรก็ได้

หากขาขึ้นเราทำตัวไม่น่ารัก คนที่เคยช่วยเหลือหรืออุดหนุนเราก็อาจเบื่อหน่ายหรือแม้กระทั่งหมั่นไส้

พอถึงวันที่เราขาลง จะกลับมาทำตัวน่ารักเขาก็ไม่เชื่อเราแล้ว

ไม่ว่าเราจะอยู่ในวงการใดก็ตาม หากอยากจะอยู่ให้ดีและอยู่ให้นาน นิสัยจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

เราไม่อาจขอให้ชีวิตมีแต่ขาขึ้นได้ก็จริง  แต่เราขอให้ตัวเองทำตัวน่ารักได้เสมอนะครับ

10 เรื่องที่ได้เรียนรู้จากคุณรวิศ Srichand

20171223_rawit
ที่ Wongnai เราจะมีกิจกรรม Wongnai WeShare ทุกสองสัปดาห์ เพื่อเชิญ “คนเจ๋งๆ” จากหลากหลายวงการมาเล่าเรื่องราวเพื่อเปิดโลกทัศน์และความคิดของพนักงานที่วงในครับ
.
เมื่อวานนี้เราได้รับเกียรติจาก “คุณแท็บ” รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของศรีจันทร์ เจ้าของเพจ Mission to The Moon และนักเขียน Bestseller หลายเล่มอาทิเช่น คิดจะไปดวงจันทร์อย่าหยุดแค่ปากซอย และ อย่าปล่อยให้ใครฆ่าวาฬของคุณ (กำลังจะออกเล่มใหม่เร็วๆ นี้)
.
คุณแท็บเป็นนักเล่าเรื่องที่สนุกมาก ได้ทั้งสาระและความบันเทิงไปเต็มๆ ผมเองว่าจะเขียนสรุปบทเรียนเสียหน่อย แต่เผอิญ “หลุยส์” เอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา ซึ่งเป็น COO ของ Wongnai ได้เขียนบทสรุปไว้ในเฟซบุ๊คส่วนตัวของเขาเรียบร้อยแล้ว ผมเลยขออนุญาตหลุยส์เพื่อนำบทสรุปนั้นมาแชร์ในบล็อกนี้ครับ
.
เชิญรับชมได้โดยพลัน
—–
10 random things ที่ได้เรียนรู้จากคุณ Tab รวิศ (ผู้บริหาร Srichand)
.
เที่ยงวันนี้ คุณรวิศให้เกียรติมาบรรยายที่ Wongnai ใน session “Wongnai We Share” ตอนพิเศษ และนี่คือ 10 ข้อที่ผมคิดว่าน่าสนใจจึงขอเลือกมาแชร์ต่อครับ
.
.
1. “หาคนที่มี purpose เดียวกัน” มาร่วมงาน
.
พนักงานคนที่จะแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ คือ พนักงานที่มี purpose เดียวกับบริษัท/brand ไม่ใช่มองหาแค่ skill/performance (challenge ที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่อง “คน”)
.
2. “ถ่ายทอด-ตอกย้ำ vision อย่างต่อเนื่อง” คือ หน้าที่ของผู้บริหาร
.
สิ่งนี้จะส่งผลต่อ recruitment มากๆ ดีกว่าไปประกาศหาคนทำงานตาม Jobs Board ตรงๆ สาเหตุหนึ่งที่คุณรวิศทำ blog / page mission to the moon ก็เพราะสิ่งนี้
.
3. “story telling ทำงานได้ดีเสมอ แม้ content นั้นจะขายของ 100%”
.
Blog ตอน “บาร์โค้ด อาเฮียที่สุราษฎร์ และ Emma Watson” ซึ่งเขียนโดยมีจุดประสงค์เพื่อหาคนมาร่วมงานกับ Srichand แบบเต็มๆ ก็ส่งผลให้มีคนมาสมัครงานกับ Srichand หลายร้อย resume เลย
.
4. “การแต่งหน้าไปโรงเรียน คือ long term investment” ในมุมมองของวัยรุ่น
.
ยุคนี้ทุกคนมีกล้อง (มือถือ) และพร้อมโพสรูปลง social/internet ที่จะอยู่ไปตลอดกาล ที่สำคัญ คือ รูปของ “เจ้าของกล้อง” สวยสุดเสมอ (ไม่ใช่เรา) ดังนั้นเพื่อลดการ “เสียโอกาส” ในอนาคต เราต้องแต่งหน้าไปโรงเรียน เผื่อว่าคนที่จะมาจีบเรามาดูรูปแล้วจะได้เจอแต่รูปที่เราดูดี
.
5. หากจะทำสิ่งใหม่ ควรร่วมงานกับคนที่มี expertise
.
เพราะ ลูกค้าเชื่อคนที่มี expertise จริงๆ มากกว่าเราแน่นๆ เช่น ตอนที่ Srichand จะทำ product line ใหม่ ที่มีสีสันหลากหลาย ซึ่ง Srichand ไม่มีประสบการณ์ (ไม่เคยทำมาก่อน) จึงตัดสินใจเชิญพี่หมู Asava (เจ้าพ่อ fashion) มาช่วยออกแบบ Color Creation Collaboration
.
6. ฟังลูกค้า ทำของที่ตอบโจทย์ลูกค้า อย่าคิดเองเออเอง
.
ฟังเซลล์ ฟังยี่ปั๊ว คนที่ใกล้ชิดลูกค้า หรือคุยกับลูกค้าเอง แล้วทำ product ที่ลูกค้าอยากได้ อาจจะใช้ เครื่องมือ 5 whys analysis หรือ research แบบ observe-immerse-interview (อย่างระมัดระวัง) Srichand ก็เคยคิดเองเออเองกันในห้องประชุมแล้วเจ๊งมาหลายตัวแล้ว (ขายไม่ออก)
.
7. เรื่องสินค้าไทย brand ไทย ยังเชื่อว่ามีโอกาส
.
ตลาด fashion ไทยที่รวมตัวกันทำจนสำเร็จแล้ว ห้องเสื้อ designer ไทย ขายชุดละ 2-3 หมื่น ก็มีคนซื้อ
.
8. หากดราม่า ให้แก้ปัญหาอย่างจริงใจ และรวดเร็ว
.
Srichand เคยมีเคสดราม่ากับ influencer คุณรวิศ post อธิบายภายใน 6 ชม. และโทรสายตรงหา influencer ร่วม 100 คน เพื่ออธิบาย และ clear ด้วยตัวเอง จนตอนนี้หลายๆ คนได้กลับมาร่วมงานกัน
.
9. ตลาด cosmetic กำลังจะถูก disrupt อย่างรุนแรง รอดูได้เลย
.
มีที่ inefficency ใน value chain เยอะมากๆ ตัวอย่าง เช่น shelf space ที่จำกัด แม้ว่าทาง brand จะมีความสามารถ ในการ offer variety ได้หลากหลายสุดๆ (เช่น 50 สี ต่อหนึ่ง product) แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะติดเรื่อง shelf space และสิ่งนี้ยังส่งผลโดยตรงถึงผู้บริโภคให้โดนลด choice ไปอีกด้วย! (โดยบังคับให้ต้องเลือกวางแต่สีที่ขายดี) .. ตอนนี้เสียเงินค่าที่วาง มากกว่าค่า marketing ซะอีก
.
10. ตอนนี้ Srichand เริ่มลงทุนใน tech แล้ว!
.
ต่อเนื่องจากข้อ 9 Srichand อยู่ในตลาดนี้ จึงเริ่มขยับตัว ซึ่งยอมรับว่ายาก และเป็น challenge เรื่องล่าสุดที่กำลังพยายามจัดการอยู่ .. โปรดรอติดตามกัน!
.
.
อ่านเพิ่มเติม:
.
– เรื่องของ “บาร์โค้ด อาเฮียที่สุราษฎร์ และ Emma Watson” >> https://www.facebook.com/marketingeverythingbook/posts/591641387707109:0
– ติดตามโพสของคุณรวิศได้ที่ page “Mission to the Moon” >> https://www.facebook.com/marketingeverythingbook
.
#wongnai #weshare
.
.
ที่ Wongnai เราให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คนของเรา” หนึ่งในกิจกรรมจัดอย่างต่อเนื่อง คือ Wongnai WeShare ซึ่งเชิญทั้งพนักงานเราเองมาแชร์เรื่องที่น่าสนใจ (ให้คนเล่าได้ฝึกพูดด้วย) สลับกับการเชิญวิทยากร “ตัวจริง” จากข้างนอกมา “เปิดโลก” ให้ซึมซับประสบการณ์ที่หลากหลาย เพื่อ “connect the dots” สร้าง #impact กับการทำงานในยามที่ถึงเวลา
.
*** Wongnai – “Super Lifestyle Platform สำหรับคนไทย” ที่ต้องการ “เชื่อมต่อสิ่งดีๆ เข้าสู่ผู้คน” (Connect people to good stuff) กำลังโต และต้องการขยายทีมอย่างรวดเร็ว มีตำแหน่งงานที่เปิดอยู่กว่า 40 ตำแหน่งในทุกแผนก ดูตำแหน่งงาน และสมัครเข้ามาร่วมงานกับทีมขนาด 200 คน หรือแชร์ให้เพื่อน/คนที่น่าจะสนใจได้ที่ ***
.
.
>> https://careers.wongnai.com/
— at Wongnai Media.
—–