งานที่ไม่มีใครมองเห็น

ใครเคยวิ่งมาราธอนมาก่อนจะเข้าใจความรู้สึกนี้

ระยะทาง 42.195 กิโลเมตรนั้นเท่ากับการวิ่งจากดาวคะนองไปรังสิต

เป็นระยะทางที่ไกลมาก มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะวิ่งไกลระดับนั้น

แต่จริงๆ แล้วก่อนจะถึงวันแข่ง ต้องซ้อมวิ่งกันอย่างน้อย 20 สัปดาห์ แค่ซ้อมสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ครั้งหนึ่งวิ่งเฉลี่ย 10 กิโลเมตร แปลว่าเราต้องซ้อมวิ่งทั้งหมด 800 กิโลเมตร

ซ้อม 800 กิโลเมตรเพียงเพื่อที่จะได้มายืน ณ จุดสตาร์ทในวันแข่งมาราธอน

42.195 กิโลเมตรคืองานที่ทุกคนมองเห็น ส่วน 800 กิโลเมตรคืองานที่ไม่มีใครมองเห็น

Invisible work นั้นมีอยู่ทุกที่ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

กว่าโรนัลโดหรือเมสซีจะเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกได้ พวกเขาต้องซ้อมหนักแค่ไหน ซ้อมโดยไม่มีใครดู ยิงประตูโดยไม่มีใครปรบมือ

กว่าเพจดังๆ จะมีคนติดตามขนาดนี้ได้ เขาต้องขลุกอยู่หน้าจอคนเดียวกลางดึกไปไม่รู้กี่พันชั่วโมง

กว่าธุรกิจหนึ่งจะประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียง อาจต้องดิ้นรนและไม่มีใครสนใจเป็นเวลาหลายปี

สิ่งที่เราเห็นกันมันเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่อยู่ใต้น้ำนั้นใหญ่กว่าเป็นสิบเท่า

ถ้าอยากจะไปจุดที่น้อยคนนักจะไปถึง ก็ต้องเผื่อใจกับงานที่ไม่มีใครมองเห็นไว้ด้วยนะครับ

4 มิติของความสำเร็จ

หนังสือ Barking up the Wrong Tree ของ Eric Barker พูดถึงความสำเร็จในสี่ด้านไว้ดังนี้

Achievement: Do you feel like you’re winning?
เรารู้สึกว่าเราบรรลุหรือทำอะไรเสร็จลุล่วงบ้างรึเปล่า เรากำลังรู้สึก “ชนะ” อยู่รึเปล่า ซึ่งชนะในที่นี้อาจไม่ได้หมายถึงเอาชนะคนอื่น แต่เป็นการชนะใจตนเอง มันคือการบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แค่บอกว่าวันนี้จะอ่านหนังสือให้ได้ 3 หน้าแล้วได้ลงมือทำ เราก็จะรู้สึกว่าเราบรรลุอะไรบางอย่างที่มีความหมายกับเราแล้ว

Legacy: Do you feel like you’re influencing others in a positive way?
เราล้วนแต่มีความปรารถนาที่อยากทำให้ชีวิตใครบางคนดีขึ้น อยากสร้าง positive impact ให้กับผู้คน โดยเริ่มต้นจากคนใกล้ตัวก่อนก็ได้ ถ้าเรามีลูก เราสอนลูกดีแล้วรึยัง เราให้เวลาเขาเพียงพอรึเปล่า ถ้าเราทำงานบริษัท เราได้ถ่ายทอดวิชาที่เรามีให้กับรุ่นน้องเพื่อให้เขาเป็นคนทำงานที่เก่งขึ้นรึเปล่า อะไรคือสิ่งที่เราอยากทิ้งไว้ข้างหลังในวันที่เราไม่อยู่แล้ว

Significance: Do you feel like you’re needed by the people closest to you?
เราทุกคนล้วนอยากเป็นที่รัก อยากเป็นที่ต้องการของใครบางคน อยากเป็นคนที่มีคนคิดถึง ซึ่งหากอยากเป็นคนสำคัญเราก็ควรทำตัวให้มีประโยชน์และเป็นคนที่น่ารัก อาจจะไม่ต้องน่ารักสำหรับทุกคนก็ได้ แค่น่ารักกับคนที่เราเลือกแล้วก็พอ

Happiness: Do you feel like you’re enjoying life?
เรากำลังสนุกกับชีวิตอยู่มั้ย หรือเรากำลังมีความสุขอยู่แต่เราไม่รู้ตัว? เราจึงควรให้เวลากับการทบทวนตัวเองว่าวันนี้มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้าง พยายามอยู่กับปัจจุบัน เล่นบ้างอะไรบ้าง อย่าเอาแต่ทำงานอย่างเดียว เพราะสิ่งดีๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เราเองต่างหากที่มัวแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าใน 4 ด้านนี้ มิติไหนที่เราทำได้ดี มิติไหนที่ยังขาดไป

จะได้เป็นคนที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

คนสำเร็จไม่ใช่คนที่ทำถูกมากกว่าคนอื่น

แต่เป็นคนที่ลองผิดลองถูกมากกว่าคนอื่น

เมื่อผิดมากกว่าคนอื่น ก็เลยมีโอกาสถูกมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

จำนวนความผิดพลาดที่คนสำเร็จต้องเจอนั้น มากกว่าจำนวนความผิดพลาดที่คนล้มเหลวต้องเจอด้วยซ้ำ

ต่างกันแค่คนหนึ่งล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ด้วย growth mindset

แต่อีกคนล้มแล้วขยาดเพราะเต็มไปด้วย fixed mindset

ชีวิตคือการทดลอง และยุคสมัยนี้การทดลองก็ราคาถูกลงเรื่อยๆ การอยู่เฉยๆ ต่างหากที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ

“Successes are revised mistakes”
-James Clear

ลองให้แยะ ล้มให้เยอะ สิ่งที่จะได้แน่ๆ คือเราจะเก่งขึ้น

และเมื่อโอกาส โชคชะตา และทักษะของเราบรรจบกัน ความสำเร็จย่อมเป็นเรื่องที่พึงหวังได้ครับ

ถ้าอยากสำเร็จก็จง do the reps

Reps ย่อมาจาก repetitions หรือการทำซ้ำ

คำว่า reps คือศัพท์ที่คนเข้าฟิตเนสหรือ weight training จะรู้จักกันดี

เช่น 8 reps 3 sets ก็คือยกน้ำหนัก 8 ครั้งนับเป็น 1 เซ็ต พักสักหน่อยแล้วทำอีก 2 เซ็ตก็จะครบ 3 เซ็ต

ในกีฬาอย่างบาสเกตบอลหรือฟุตบอลก็มีคอนเซ็ปต์คล้ายๆ กันคือ “drill” ซึ่งหมายถึงการฝึกทักษะอะไรบางอย่างติดๆ กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นเลย์อัพซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือกระโดดโหม่งบอลซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ที่บริษัทเก่าของผมเรามีวงดนตรีที่มักจะนัดซ้อมเพื่อเล่นงานปีใหม่ น้องมือกลองจะบอกว่าเขาต้องซ้อมท่อนที่ยากๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่า “กล้ามเนื้อจะจำได้” ตอนนั้นพวกผมก็แซวว่าอะไรจะขนาดนั้น แต่พอมาอ่านเจอคอนเซ็ปต์ muscle memory จึงค่อยเริ่มเข้าใจว่าการทำอะไรซ้ำๆ จนกล้ามเนื้อมันจำได้นั้นมีอยู่จริง

พอมองไปที่คนสำเร็จไม่ว่าจะในสาขาใดก็แล้ว ผมรู้สึกว่าเขาไม่ได้ทำอะไรซับซ้อนเลย เขาแค่ do the reps เท่านั้นเอง

คนที่วิ่งจบมาราธอน ไม่ใช่เพราะว่าเขาแข็งแกร่งผิดมนุษย์มนา แต่เป็นเพราะว่าเขาออกไปซ้อมวิ่งวันแล้ววันเล่าเป็นร้อยเป็นพันกิโล

คนที่เขียนหนังสือเก่งๆ ก็ไม่ได้เก่งมาแต่อ้อนแต่ออก แต่เพราะเขาให้เวลากับการเขียนวันละหลายชั่วโมง ผลิตคำออกมาเป็นสิบ เป็นร้อย เป็นพันหน้า

คนที่พูดบนเวทีเก่งๆ อาจจะเคยเป็นคนขี้อายหรือตื่นเวทีมาก แต่พอผ่านการซ้อมอย่างหนักและการได้ขึ้นเวทีครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็กลายเป็นคนที่พูดเก่งไปโดยปริยาย

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะเทพสิ่งใดก็ตาม เราแค่ do the reps ก็เพียงพอแล้ว

ซึ่งเป็นเรื่องที่ simple มาก แต่ไม่ easy เพราะมันทั้งเหนื่อย ทั้งหนัก ทั้งน่าเบื่อ คนส่วนใหญ่จึงไม่พร้อมจะ do the reps แล้วเอาแต่มองหาทางลัดอยู่ร่ำไป

อีกประเด็นนึงที่อยากจะพูดถึงก็คือ ของบางอย่างมันก็ไม่คุ้มที่จะ do the reps เพราะถึงเราจะเก่งขึ้น มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

เช่นถ้าเราเล่น Facebook วันละ 1 ชั่วโมงทุกวัน มันก็เป็นการ do the reps และเราจะ “เล่นเฟซบุ๊คเก่งขึ้น” อย่างแน่นอน ไม่ว่าเราจะนิยามคำว่า “เก่งขึ้น” ในที่นี้ว่าอย่างไร

แต่การเล่นเฟซบุ๊คเก่งขึ้นนั้นยากจะที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น

ดังนั้นเราต้องเลือกให้ดีว่าเราจะ do the reps ในเรื่องใด บางเรื่องถ้าเราเก่งขึ้นมันจะให้ผลตอบแทนทบต้น ในขณะที่บางเรื่องถึงเราจะเก่งขึ้นก็แทบไม่มีประโยชน์อะไร

เลือก reps ให้ดี ฝึกตัวเองให้เป็นคนที่รอได้ แล้วความสำเร็จในเรื่องนั้นๆ ย่อมเป็นเรื่องที่พึงหวังได้แน่นอนครับ

ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว

20200211

ดังคำกล่าวที่ว่า ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

เราทำได้เพียงลงแรงของเราให้เต็มที่ด้วยสติและปัญญาที่เรามี แต่ความสำเร็จล้วนเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นทีมงาน คู่แข่ง จังหวะ และสถานการณ์แวดล้อม

แม้ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากแค่ปัจจัยเดียว แต่ความล้มเหลวนั้นต่างออกไป

ในบางครั้ง ความล้มเหลวเพียงเรื่องเดียว ก็ทำให้ทุกอย่างพังครืนได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เพียงเพราะเราใจร้อน ก็อาจบาดเจ็บระหว่างทาง

เพียงเพราะเราประมาท ก็อาจทำให้พลาดในนาทีสุดท้าย

และเพียงเพราะเรากลัว ก็อาจทำให้เราไม่เคยได้เริ่ม

“Success is never due to one thing, but failure can be.”
-James Clear

สำรวจโปรเจ็คที่เรากำลังทำหรืออยากจะทำ และคิดให้ดูว่าข้อผิดพลาดข้อใดที่อาจจะเป็นปัจจัยหลักหรือแม้กระทั่งปัจจัยเดียวให้โปรเจ็คนี้ล้มเหลว

เมื่อรู้แล้วก็เฝ้าระวังอย่าให้มันเกิดขึ้นครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

เราไม่สามารถทำสิ่งใดแย่ๆ ติดต่อกัน 52 ครั้งได้หรอก

20190822b

“Write a short story every week. It’s not possible to write 52 bad short stories in a row.”
-Ray Brabury

แม้ว่าเราจะเขียนไม่เก่ง แต่ถ้าลองได้เขียนบทความซัก 52 บท มันจะต้องมีซักบทความที่ดี

แม้จะไม่เคยวิ่งมาก่อน แต่ลองได้วิ่งติดต่อกันซัก 52 วัน ยังไงต้องมีซักวันที่วิ่งได้ถึง 5 กิโล

แม้จะพูดไม่เก่ง แต่ถ้าได้ซ้อม 52 รอบ มันต้องมีอย่างน้อยหนึ่งรอบที่พูดได้ดี

ถ้าเราไม่เก่งซักที ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้สำหรับเรา แต่อาจเป็นเพราะเราใจร้อนเกินไป เมื่อลองสามสี่ครั้งแล้วไม่ได้ดังใจ เราจึงเลิกไปเสียก่อน

แม้จะไม่มีพรสวรรค์ แม้จะไม่มั่นใจสักแค่ไหน แต่ความเพียร ความไม่หยุดหย่อน ความไม่ยอมแพ้ ก็อาจยังพาเราไปถึงเป้าหมาย

เพราะเราไม่สามารถทำสิ่งใดแย่ๆ ติดต่อกันได้ถึง 52 ครั้งหรอกนะครับ

—–

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 1 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M

จงเป็นของหายากสำหรับใครบางคน

20190813

หลายคนน่าจะติดตามเพจ วิเคราะห์บอลจริงจัง ที่เขียนโดย “คุณวิศ” วิศรุต สินพงศพร

มันคือเพจที่วิเคราะห์เรื่องฟุตบอลรวมถึงเรื่องราวอื่นๆ ที่อยู่ในกระแสอย่างเจาะลึก ทุกบทความมีความยาวถึงยาวมาก อ่านแล้วรู้เลยว่าทำการบ้านมาอย่างดี ลงรายละเอียดราวกับผู้เขียนได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับตัวเอกของเรื่อง แถมการเรียบเรียงก็สละสลวยอ่านเพลินไม่มีสะดุด

เพจนี้มีคนติดตามสองแสนคน และทุกโพสต์มียอดแชร์ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน ซึ่งสูงกว่าเพจที่มีผู้ติดตามเป็นล้านเสียอีก

ผมเชื่อว่าที่เพจวิเคราะห์บอลจริงจังมี engagement ดีขนาดนี้เพราะเขาเป็นของหายาก

เพราะสื่อส่วนใหญ่ที่เราเห็นมักจะนำเสนอคอนเทนท์ที่ค่อนข้างฉาบฉวยหรือคอนเทนท์ที่ลอกต่อๆ กันมา ในขณะที่เนื้อหาในเพจวิเคราะห์บอลจริงจังนั้นเป็นงาน craft ที่ผู้อ่านสัมผัสได้ถึงความพิถีพิถันและความตั้งใจ

—–

เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ผมได้อ่านหนังสือเรื่อง The Game ที่เขียนโดย Neil Strauss ที่ว่าด้วยการจีบสาว

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมผู้หญิงสวยๆ ถึงมักจะลงเอยกับผู้ชายที่ดู bad boy ในขณะที่ผู้ชายแสนดีอย่างเราถึงไม่เคยจีบคนเหล่านั้นติดซักที

เพราะว่าเราทำตัวเป็นของหาง่ายไงครับ

เราเชื่อในการเอาความดีแลกความรัก (ทั้งๆ ที่ตัวจริงเราก็ไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั้นหรอก) เราเลยสวมบทพี่ชายที่แสนดี เพื่อเธอฉันยอมทุกอย่าง เธออยากได้อะไรฉันพร้อมหามาให้ เธอต้องการตัวเมื่อไหร่ฉันพร้อมไปหาเสมอ

โดยเราลืมนึกไปเลยว่า มีผู้ชายอีก 10 คนที่ทำเหมือนๆ กัน

ผู้หญิงสวยๆ เขาได้รับการเอาอกเอาใจและมีคนพร้อมยอมให้ทุกอย่างจนชินแล้ว

แต่พอผู้หญิงสวยได้เจอ bad boy ที่ไม่ได้ง้อ ไม่ได้ยอมทุกอย่าง และไม่ได้ว่างจะเจอเธอตลอดเวลา ผู้หญิงก็จะรู้สึกว่า เออ คนนี้แปลกดี และเริ่มสนอกสนใจเพราะเขาแตกต่างจากคนอื่นๆ

และสิ่งที่ bad boy โดดเด่นกว่าพี่ชายแสนดีคนอื่นๆ ก็คือความมั่นใจในตัวเอง ความไม่กลัวการโดนปฏิเสธ ชอบก็บอกว่าชอบไม่อ้อมค้อมหรือกระมิดกระเมี้ยน

ดังนั้น ถ้าอยากจะจีบหญิงสวยๆ ให้ติด บางทีเราก็ต้องคิดแบบ bad boy บ้าง

ไม่ใช่ให้ทำตัวเลว ไม่สน ไม่แคร์นะครับ เพียงแต่อย่ายอมมากไป อย่าตามมากไป เพราะมันเป็นสิ่งที่หาง่ายมากสำหรับผู้หญิงสวยๆ เท่านั้นเอง

—–

Justin Kerr เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงที่อายุน้อยที่สุดกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง UNIQLO และ Levi โดยที่เขาไม่เคยเลิกงานหลัง 5 โมงเย็นและไม่เคยตอบอีเมลวันเสาร์อาทิตย์เลยแม้แต่ฉบับเดียว

จัสตินเล่าให้ฟังในหนังสือ How to be great at your job ว่าเขามีคติการทำงานแค่สองอย่าง คือ be accurate และ be early

เขาจึงเช็คอีเมลก่อนส่งทุกครั้งว่าไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่จุดเดียว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนที่รับงานของเขาไปว่าเขาเป็นคนที่ฝากผีฝากไข้ได้

นอกจากนี้ เขายังส่งงานก่อนเวลาเสมอ และก่อนที่จะส่งงาน ก็จะคอยแจ้งเจ้านายอยู่เป็นระยะๆ ว่างานที่เขาทำอยู่ไปถึงไหนแล้ว

และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจัสตินก็ไม่รีรอที่จะเข้าไปคุยกับหัวหน้าเพื่อจะขอความรับผิดชอบเพิ่ม

เมื่อทำงานเสร็จรวดเร็วกว่าคนอื่นๆ โดยไม่มีข้อผิดพลาด แถมยังแสดงความชัดเจนว่าพร้อมจะรับงานเพิ่ม จัสตินก็เลยเติบโตอย่างรวดเร็ว

เพราะจัสตินทำตัวเป็นคนที่หายากสำหรับหัวหน้าของเขานั่นเอง

—–

หากอยากสำเร็จกว่าใครๆ จงดูให้ดีว่าคนที่เราต้องการจะ serve นั้นต้องการอะไร สิ่งใดบ้างที่เขายังขาดอยู่

จากนั้นเราก็ต้อง fill the gap ด้วยการทำตัวให้ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ

นั่นก็คือทำตัวเป็นของหายากสำหรับเขาคนนั้นนั่นเอง

ใช้ได้ทั้งเรื่องการงาน ความสัมพันธ์ รวมถึงมิติอื่นๆ ของชีวิต

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

ป.ล. หวังว่าบล็อก Anontawong’s Musings จะเป็นของหายากสำหรับคุณเช่นกันนะครับ 🙂


 

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 11 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

ความล้มเหลวเริ่มจากข้างในก่อนเสมอ

20190723

Failure is a feeling long before it’s an actual result.
― Michelle Obama, Becoming

ไม่ว่าจะสอบตก ทำงานไม่ทัน น้ำหนักเกินไปเยอะ เหล่านี้คือผลลัพธ์

แต่ก่อนจะสอบตก ก่อนจะทำงานไม่ทัน ก่อนจะน้ำหนักเกิน มันมีการกระทำบางอย่าง หรือการไม่กระทำบางอย่างนำมาก่อน

การกระทำเกิดขึ้นจากเจตนา และส่วนใหญ่เจตนาก็เกิดจากอารมณ์หรือความรู้สึก

เมื่อรู้สึกขี้เกียจ ก็เลยเข้าเฟซ ก็เลยเม้าธ์มอย ก็เลยไม่เคยโฟกัสกับงานที่อยู่ตรงหน้าได้

เมื่อรู้สึกเบื่อๆ อยากๆ ก็เลยกินขนม ก็เลยกินชานม ก็เลยแคลอรี่เกิน

อารมณ์ที่ไม่ productive ย่อมนำไปสู่การกระทำที่ไม่ productive และผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่ productive

ภาพสุดท้ายทางกายภาพจึงเป็นเพียงกระจกสะท้อนภาพที่อยู่ในใจเรา

ความล้มเหลวนั้นเริ่มขึ้นที่ใจก่อนเสมอ

และความสำเร็จก็เริ่มขึ้นที่ใจเช่นกัน

ถ้าอยากให้ภาพข้างนอกมันดีขึ้น เราก็ต้องเปลี่ยนภาพข้างในให้ดีขึ้นก่อนครับ

อยากได้ผลลัพธ์ตรงข้ามก็ทำตรงข้าม

20190716

ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากคนทั่วไป เราก็ต้องทำอะไรที่ต่างจากคนทั่วไป

ไม่กินของอร่อยแต่เสียสุขภาพ แต่ฝึกลิ้นให้อร่อยกับของที่ดีต่อสุขภาพ

ไม่รอให้ป่วยแล้วค่อยออกกำลังกาย แต่ออกกำลังกายจะได้ไม่ป่วย

ไม่ทำงานอย่างลูกน้อง แต่ทำงานเหมือนเราเป็นเจ้าของ

ไม่ทำเพื่อให้รวย แต่ทำให้ดีแล้วความรวยตามมาเอง

ไม่ใช้เงินแล้วเก็บที่เหลือ แต่เก็บเงินแล้วใช้ที่เหลือ

ไม่รอให้เจ้านายสั่ง แต่ทำก่อนเจ้านายจะเอ่ยปาก

ว่างแล้วไม่เล่นมือถือ ว่างแล้วคุยกับคนใกล้ชิด

ไม่รอนาทีสุดท้าย แต่ลงมือเสียแต่นาทีแรก

ไม่เอาแต่พูด แต่ทำจริงแล้วให้คนอื่นพูด

ไม่กินจนอิ่ม แต่กินจนหายหิว

ไม่รีบตื่น แต่รีบเข้านอน

ความสำเร็จในที่ลับมาก่อนความสำเร็จในที่แจ้ง

20190421_privatevictories

“Private victories precede public victories.”
-Stephen Covey

เวลาเรามองคนที่ประสบความสำเร็จ เรามักจะเห็นแค่ผลลัพธ์

ไม่ว่าจะเป็นยอดวิว ยอดขาย รายได้ ชื่อเสียง

เหล่านี้ล้วนเป็นความสำเร็จที่เราก็อยากได้มาครอบครอง

จนบางทีเราก็ลืมคิดไปว่ากว่าพวกเขาจะมาถึงจุดนี้ได้ เขาต้องแลกกับอะไรมาบ้าง

ต้องทำงานสัปดาห์ละ 60 ชั่วโมง

ต้องแบกรับความเสี่ยงและสายตาของคนใกล้ชิด

ต้องเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อตื่นแต่เช้ามาฝึกซ้อม

ถ้าความสำเร็จในที่ลับเรายังทำให้เกิดไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะมีความสำเร็จในที่แจ้ง

จะนอนต่อหรือจะลุกขึ้น จะเล่นเฟซหรือจะเขียนบทความ จะรักษาหน้าหรือจะยอมรับว่าตัวเองไม่รู้/ไม่เก่งแล้วเอ่ยปากถาม

แต่ละวันคือโอกาสในการสะสมแต้ม private victories

และถ้าโชคดีพอ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เราอาจจะมี public victories ไว้ให้เชยชมอย่างใครเขาบ้างก็ได้