สำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับว่าเราวัดกันตอนไหน

หนังสือ Atomic Habits ของ James Clear ถือเป็นหนึ่งในหนังสือ non-fiction ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา

แม้จะเปิดตัวมา 4 ปีแล้ว แต่ Atomic Habits ก็ยังติดชาร์ทของ Amazon มีคนเขียนรีวิวไปแล้วเกือบ 100,000 รีวิว และมียอดจำหน่าย 5 ล้านเล่ม

ถ้าคิดเล่นๆ ว่าเล่มนึงราคา 500 บาท และนักเขียนได้เงินเล่มละ 10% ของราคาปกแสดงว่าหนังสือเล่มนี้ทำเงินให้ผู้เขียนไปแล้ว 250 ล้านบาท

ฟังดูเส้นทางโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ แต่เจมส์ เคลียร์บอกว่าที่มันดูสวยหรูเพราะเราเพิ่งมาวัดกันตอนนี้ต่างหาก

จริงๆ แล้วเจมส์เซ็นสัญญาที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ปลายปี 2015

ถ้าวัดกันตอนปี 2016 หนังสือยังเขียนไม่เสร็จ ดังนั้นมันจึงเป็นความล้มเหลว

ถ้าวัดกันตอนปี 2017 หนังสือก็ยังไม่เรียบร้อยเช่นกัน

หรือตอนต้นปี 2018 หนังสือก็ยังไม่พร้อม ยังถือว่ามันยังล้มเหลวอยู่

กว่าหนังสือจะได้วางแผงในเดือนตุลาคม 2018 Atomic Habits เป็น “ความล้มเหลว” มาโดยตลอด

หนังสือเล่มเดิม คนเขียนคนเดิม เพียงแต่วัดผลในเวลาที่ต่างกัน

ดังนั้น การจะตัดสินสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่าสำเร็จหรือล้มเหลว ก็ต้องดูด้วยว่าเราเลือกจะวัดกันตอนไหน

บางทีที่เรากำลังมองชีวิตว่าล้มเหลวอยู่นั้น อาจจะเพราะว่าเราวัดผลผิดจังหวะ

“You’re not failing. You’re just in the middle of succeeding.”
-James Clear

บางทีเราอาจไม่ได้ล้มเหลว

เราแค่กำลังอยู่กลางทางของความสำเร็จเท่านั้นเอง

ไม่ยกยอ-ไม่ต่อว่า

Kim Scott ผู้เขียนหนังสือ Radical Candor และอดีตผู้บริหารของ Google และ Apple เคยเล่าไว้ว่า สมัยที่เธอออกมาตั้งธุรกิจของตัวเองและอยู่ในช่วงที่กำลังย่ำแย่ มีคนที่พูดข้อความนี้กับเธอ

“There is a fine line between success and failure. When you’re succeeding, never think you’re as good as everyone is telling you that you are. And when you’re failing, never think you’re as bad as everyone is telling you that you are.”

เวลาที่ชีวิตไปได้สวย เรามักจะอวยตัวเอง ความมั่นใจพุ่งทะยาน จะหยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง อดคิดไม่ได้ว่าเรานี่ฉลาดและเก่งกว่าคนอื่น

ทั้งที่จริงแล้ว ความสำเร็จไม่เคยเกิดจากเราคนเดียว มันมีปัจจัยรายล้อมมากมายทั้งที่เรามองเห็นและที่เรามองไม่เห็น เราอาจจะเรียกสิ่งมองไม่เห็นและอธิบายไม่ได้ว่าเป็น จังหวะ โชคชะตา หรือบุญเก่า แต่เราไม่ค่อยมองเรื่องเหล่านี้ เราจะเข้าข้างตัวเองว่าเป็นฝีมือของเราล้วนๆ

ซึ่งความคิดเช่นนี้มันอันตรายตรงที่มันจะทำให้เราคิดว่าเราเก่งกว่าความเป็นจริงเสมอ

เวลาที่คนล้มเหลวหรือพลาดพลั้ง ก็จะแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกคือโทษข้างนอกไว้ก่อน โทษว่าโดนคนอื่นหลอกลวง โทษตลาด โทษรัฐบาล เล่นบทเป็นผู้เสียหาย ทั้งที่การโทษคนอื่นไม่ได้ทำให้คนอื่นทำตัวดีขึ้นเสียหน่อย

ส่วนอีกกลุ่มคือโทษตัวเอง คิดย้อนกลับไปในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งๆ ที่กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เมื่อต่อว่าตัวเองบ่อยๆ ก็พลอยหมดกำลังใจและหมดความมั่นใจไปเลย

ทั้งที่จริงแล้วเราอาจไม่ได้ทำอะไรผิด อาจจะทำอย่างเดียวกับตอนที่เราสำเร็จนั่นแหละ แต่เนื่องจากมีปัจจัยที่มองไม่เห็นอย่างจังหวะ โชคชะตา หรือบุญเก่า(หมด) ผลลัพธ์มันก็เลยออกมาเป็นเช่นนี้

ดังนั้นอย่าทุบตีตัวเองจนเกินเลย เราไม่ได้ห่วยขนาดนั้นสักหน่อย

เมื่อบินสูงอย่าไปยกยอ เมื่อบินต่ำก็ไม่จำเป็นต้องต่อว่า

แล้วเราจะสอดคล้องกับ “เส้นความจริงของชีวิต” มากกว่าเดิมครับ

งานที่ไม่มีใครมองเห็น

ใครเคยวิ่งมาราธอนมาก่อนจะเข้าใจความรู้สึกนี้

ระยะทาง 42.195 กิโลเมตรนั้นเท่ากับการวิ่งจากดาวคะนองไปรังสิต

เป็นระยะทางที่ไกลมาก มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะวิ่งไกลระดับนั้น

แต่จริงๆ แล้วก่อนจะถึงวันแข่ง ต้องซ้อมวิ่งกันอย่างน้อย 20 สัปดาห์ แค่ซ้อมสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ครั้งหนึ่งวิ่งเฉลี่ย 10 กิโลเมตร แปลว่าเราต้องซ้อมวิ่งทั้งหมด 800 กิโลเมตร

ซ้อม 800 กิโลเมตรเพียงเพื่อที่จะได้มายืน ณ จุดสตาร์ทในวันแข่งมาราธอน

42.195 กิโลเมตรคืองานที่ทุกคนมองเห็น ส่วน 800 กิโลเมตรคืองานที่ไม่มีใครมองเห็น

Invisible work นั้นมีอยู่ทุกที่ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

กว่าโรนัลโดหรือเมสซีจะเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกได้ พวกเขาต้องซ้อมหนักแค่ไหน ซ้อมโดยไม่มีใครดู ยิงประตูโดยไม่มีใครปรบมือ

กว่าเพจดังๆ จะมีคนติดตามขนาดนี้ได้ เขาต้องขลุกอยู่หน้าจอคนเดียวกลางดึกไปไม่รู้กี่พันชั่วโมง

กว่าธุรกิจหนึ่งจะประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียง อาจต้องดิ้นรนและไม่มีใครสนใจเป็นเวลาหลายปี

สิ่งที่เราเห็นกันมันเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่อยู่ใต้น้ำนั้นใหญ่กว่าเป็นสิบเท่า

ถ้าอยากจะไปจุดที่น้อยคนนักจะไปถึง ก็ต้องเผื่อใจกับงานที่ไม่มีใครมองเห็นไว้ด้วยนะครับ