ไม่ยกยอ-ไม่ต่อว่า

Kim Scott ผู้เขียนหนังสือ Radical Candor และอดีตผู้บริหารของ Google และ Apple เคยเล่าไว้ว่า สมัยที่เธอออกมาตั้งธุรกิจของตัวเองและอยู่ในช่วงที่กำลังย่ำแย่ มีคนที่พูดข้อความนี้กับเธอ

“There is a fine line between success and failure. When you’re succeeding, never think you’re as good as everyone is telling you that you are. And when you’re failing, never think you’re as bad as everyone is telling you that you are.”

เวลาที่ชีวิตไปได้สวย เรามักจะอวยตัวเอง ความมั่นใจพุ่งทะยาน จะหยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง อดคิดไม่ได้ว่าเรานี่ฉลาดและเก่งกว่าคนอื่น

ทั้งที่จริงแล้ว ความสำเร็จไม่เคยเกิดจากเราคนเดียว มันมีปัจจัยรายล้อมมากมายทั้งที่เรามองเห็นและที่เรามองไม่เห็น เราอาจจะเรียกสิ่งมองไม่เห็นและอธิบายไม่ได้ว่าเป็น จังหวะ โชคชะตา หรือบุญเก่า แต่เราไม่ค่อยมองเรื่องเหล่านี้ เราจะเข้าข้างตัวเองว่าเป็นฝีมือของเราล้วนๆ

ซึ่งความคิดเช่นนี้มันอันตรายตรงที่มันจะทำให้เราคิดว่าเราเก่งกว่าความเป็นจริงเสมอ

เวลาที่คนล้มเหลวหรือพลาดพลั้ง ก็จะแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกคือโทษข้างนอกไว้ก่อน โทษว่าโดนคนอื่นหลอกลวง โทษตลาด โทษรัฐบาล เล่นบทเป็นผู้เสียหาย ทั้งที่การโทษคนอื่นไม่ได้ทำให้คนอื่นทำตัวดีขึ้นเสียหน่อย

ส่วนอีกกลุ่มคือโทษตัวเอง คิดย้อนกลับไปในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งๆ ที่กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เมื่อต่อว่าตัวเองบ่อยๆ ก็พลอยหมดกำลังใจและหมดความมั่นใจไปเลย

ทั้งที่จริงแล้วเราอาจไม่ได้ทำอะไรผิด อาจจะทำอย่างเดียวกับตอนที่เราสำเร็จนั่นแหละ แต่เนื่องจากมีปัจจัยที่มองไม่เห็นอย่างจังหวะ โชคชะตา หรือบุญเก่า(หมด) ผลลัพธ์มันก็เลยออกมาเป็นเช่นนี้

ดังนั้นอย่าทุบตีตัวเองจนเกินเลย เราไม่ได้ห่วยขนาดนั้นสักหน่อย

เมื่อบินสูงอย่าไปยกยอ เมื่อบินต่ำก็ไม่จำเป็นต้องต่อว่า

แล้วเราจะสอดคล้องกับ “เส้นความจริงของชีวิต” มากกว่าเดิมครับ

งานที่ไม่มีใครมองเห็น

ใครเคยวิ่งมาราธอนมาก่อนจะเข้าใจความรู้สึกนี้

ระยะทาง 42.195 กิโลเมตรนั้นเท่ากับการวิ่งจากดาวคะนองไปรังสิต

เป็นระยะทางที่ไกลมาก มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะวิ่งไกลระดับนั้น

แต่จริงๆ แล้วก่อนจะถึงวันแข่ง ต้องซ้อมวิ่งกันอย่างน้อย 20 สัปดาห์ แค่ซ้อมสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ครั้งหนึ่งวิ่งเฉลี่ย 10 กิโลเมตร แปลว่าเราต้องซ้อมวิ่งทั้งหมด 800 กิโลเมตร

ซ้อม 800 กิโลเมตรเพียงเพื่อที่จะได้มายืน ณ จุดสตาร์ทในวันแข่งมาราธอน

42.195 กิโลเมตรคืองานที่ทุกคนมองเห็น ส่วน 800 กิโลเมตรคืองานที่ไม่มีใครมองเห็น

Invisible work นั้นมีอยู่ทุกที่ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

กว่าโรนัลโดหรือเมสซีจะเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกได้ พวกเขาต้องซ้อมหนักแค่ไหน ซ้อมโดยไม่มีใครดู ยิงประตูโดยไม่มีใครปรบมือ

กว่าเพจดังๆ จะมีคนติดตามขนาดนี้ได้ เขาต้องขลุกอยู่หน้าจอคนเดียวกลางดึกไปไม่รู้กี่พันชั่วโมง

กว่าธุรกิจหนึ่งจะประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียง อาจต้องดิ้นรนและไม่มีใครสนใจเป็นเวลาหลายปี

สิ่งที่เราเห็นกันมันเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่อยู่ใต้น้ำนั้นใหญ่กว่าเป็นสิบเท่า

ถ้าอยากจะไปจุดที่น้อยคนนักจะไปถึง ก็ต้องเผื่อใจกับงานที่ไม่มีใครมองเห็นไว้ด้วยนะครับ

4 มิติของความสำเร็จ

หนังสือ Barking up the Wrong Tree ของ Eric Barker พูดถึงความสำเร็จในสี่ด้านไว้ดังนี้

Achievement: Do you feel like you’re winning?
เรารู้สึกว่าเราบรรลุหรือทำอะไรเสร็จลุล่วงบ้างรึเปล่า เรากำลังรู้สึก “ชนะ” อยู่รึเปล่า ซึ่งชนะในที่นี้อาจไม่ได้หมายถึงเอาชนะคนอื่น แต่เป็นการชนะใจตนเอง มันคือการบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แค่บอกว่าวันนี้จะอ่านหนังสือให้ได้ 3 หน้าแล้วได้ลงมือทำ เราก็จะรู้สึกว่าเราบรรลุอะไรบางอย่างที่มีความหมายกับเราแล้ว

Legacy: Do you feel like you’re influencing others in a positive way?
เราล้วนแต่มีความปรารถนาที่อยากทำให้ชีวิตใครบางคนดีขึ้น อยากสร้าง positive impact ให้กับผู้คน โดยเริ่มต้นจากคนใกล้ตัวก่อนก็ได้ ถ้าเรามีลูก เราสอนลูกดีแล้วรึยัง เราให้เวลาเขาเพียงพอรึเปล่า ถ้าเราทำงานบริษัท เราได้ถ่ายทอดวิชาที่เรามีให้กับรุ่นน้องเพื่อให้เขาเป็นคนทำงานที่เก่งขึ้นรึเปล่า อะไรคือสิ่งที่เราอยากทิ้งไว้ข้างหลังในวันที่เราไม่อยู่แล้ว

Significance: Do you feel like you’re needed by the people closest to you?
เราทุกคนล้วนอยากเป็นที่รัก อยากเป็นที่ต้องการของใครบางคน อยากเป็นคนที่มีคนคิดถึง ซึ่งหากอยากเป็นคนสำคัญเราก็ควรทำตัวให้มีประโยชน์และเป็นคนที่น่ารัก อาจจะไม่ต้องน่ารักสำหรับทุกคนก็ได้ แค่น่ารักกับคนที่เราเลือกแล้วก็พอ

Happiness: Do you feel like you’re enjoying life?
เรากำลังสนุกกับชีวิตอยู่มั้ย หรือเรากำลังมีความสุขอยู่แต่เราไม่รู้ตัว? เราจึงควรให้เวลากับการทบทวนตัวเองว่าวันนี้มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้าง พยายามอยู่กับปัจจุบัน เล่นบ้างอะไรบ้าง อย่าเอาแต่ทำงานอย่างเดียว เพราะสิ่งดีๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เราเองต่างหากที่มัวแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าใน 4 ด้านนี้ มิติไหนที่เราทำได้ดี มิติไหนที่ยังขาดไป

จะได้เป็นคนที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong