วิธีทำลายความฝันให้หมดจด

20200718

พี่เมฆ เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท Index Creative Village เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับ a day BULLETIN เมื่อปี 2555 ว่า

“เราไม่จำเป็นต้องได้ทุกอย่าง 100% เช่น เราเป็นคนชอบสะสมกีตาร์เบส เราเห็นกีตาร์ตัวหนึ่ง เราก็อยากได้ ไปตามหาหลายประเทศมาก ซึ่งในที่สุดก็ได้มา พอได้มามันก็จบ และมองหาตัวอื่นต่อเป็นตัวที่สาม คิดไปคิดมาก็บอกตัวเองว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องซื้อ มีสองตัวรุ่นเดียวกันก็เยอะพอแล้ว จะไปมีทำไมเป็นตัวที่สาม ในอีกแง่หนึ่งก็บอกตัวเองว่า นี่มันคืออีกสิ่งหนึ่งที่ตามหามาทั้งโลกเลยนะ สุดท้ายก็ติดสินใจว่าไม่เอาก็ได้ ความสุขมันอยู่ที่ตรงนี้มากกว่า ตรงที่เราเป็นคนเลือกที่จะเอาหรือไม่เอามันด้วยตัวเอง คือเรากลายเป็นคนเลือก เราไม่ได้เป็นทาสของมัน…การเอาชนะตัวเองด้วยการไม่ซื้อมันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ประมาณว่า เห็นไหม กูมีปัญญา แต่กูไม่ซื้อมึง มึงก็รอของมึงต่อไป จนทุกวันนี้ผมหยุดซื้อกีตาร์มาเป็นปีแล้ว เบื่อ เพราะบางครั้งซื้อมาก็ไม่ได้เล่น แต่ถึงยังไงผมก็ยังเหมือนเดิมตรงที่ไม่ว่าจะไปประเทศไหนก็ต้องไปร้านกีตาร์ ไปยืนดู ไปดมกลิ่น มีความสุข ซื้อไม่ซื้อก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

—–

เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ผมได้ไปเที่ยวเกียวโตกับแฟน และได้ไปทานร้านซูชิสายพานชื่อ Musashi ที่อยู่ตรงสถานีรถไฟเกียวโต ร้านนี้เป็นร้านดังใน Tripadvisor ต้องต่อคิวราวครึ่งชั่วโมงถึงจะได้กิน ผมตื่นตาตื่นใจมากเพราะซูชิจานละสองคำราคาแค่ไม่กี่สิบบาทแถมยังคุณภาพดีกว่าซูชิที่เคยได้กินที่เมืองไทย วันนั้นผมน่าจะซัดไปไม่น้อยกว่า 40 คำ เป็นมื้ออาหารที่ฟินมากๆ และบอกตัวเองกับแฟนว่าถ้าได้กลับมาเกียวโตอีกจะต้องมาซ้ำร้านนี้ให้ได้

กลับมาได้ไม่นานเราก็แต่งงาน แล้วแฟนก็ตั้งท้อง แล้วเราก็มีลูกสองคน จึงไม่ได้เดินทางไปไหนไกลๆ เลย ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าร้าน Musashi จะไม่ปิดไปเสียก่อน

เมื่อปีที่แล้ว เมื่อลูกเราโตพอที่จะฝากคนอื่นช่วยดูได้ เราจึงตัดสินใจไปเที่ยวญี่ปุ่นกันสองคน และคราวนี้เราใช้เกียวโตเป็นฐานที่มั่น จองโรงแรมใกล้สถานีเกียวโต 7 คืนรวด แน่นอนว่านอกจากเรื่องเดินทางสะดวกแล้ว ก็เพราะจะได้เดินมากินร้าน Musashi ตอนไหนก็ได้ แฟนบอกผมว่าอนุญาตให้กินเท่าไหร่ก็ได้ จะมาซ้ำสองสามรอบก็ได้ตามที่ต้องการ

วันที่เรากลับไปร้าน Musashi ตอนนั้นเวลาเพิ่ง 11 โมง คิวยังไม่ยาวมาก รอแค่ 10 นาทีก็ได้เข้าไปนั่งแล้ว บรรยากาศยังคึกคักเหมือนเดิม เราสองคนได้ไปนั่งเกือบสุดสายพาน สั่งซูชิมาหลายรูปแบบตามที่ใจอยาก

แต่ปรากฎว่าคราวนี้มันไม่ฟินเหมือนอย่างที่เคย

ตอนที่มากินมูซาชิครั้งแรก เมืองไทยยังมีแค่ร้านญี่ปุ่นแบบเชนอย่าง Zen และ ฟูจิ อยู่เลย ส่วนร้านแบบ stand alone ก็มักจะราคาแพงจนเอื้อมไม่ถึง พอได้กินที่ Musashi จึงรู้สึกว่าปลาคุณภาพดีกว่าที่เราเคยกิน แถมราคาก็ถูกกว่ามาก จึงได้ความประทับใจกลับไปเต็มกระเป๋า

แต่หลายปีที่ผ่านมา ร้านอาหารญี่ปุ่นเกิดใหม่เยอะมาก ราคาก็ถูกลง ผมเลยมีโอกาสได้กินอาหารญี่ปุ่นคุณภาพดีอยู่เรื่อยๆ พอได้มากินซูชิของ Musashi เป็นครั้งที่สอง มันก็เลยไม่ว้าวอีกต่อไปแล้ว จริงๆ ต้องบอกว่าหลายจานอร่อยสู้ที่เมืองไทยไม่ได้ด้วยซ้ำ

ความไม่ว้าวนี้เองที่ทำให้ผมไม่ได้กลับไปซ้ำ Musashi เป็นครั้งที่สาม แม้ว่าจะพักอยู่ใกล้ร้านแบบเดิน 10 นาทีถึงอยู่ถึง 1 สัปดาห์เต็ม

ความฝันที่ผมพกพามันไว้มาตลอด 7 ปีสิ้นสุดลงแค่ตรงนี้

—–

Mark Mansion ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือ Everything is F*cked, A Book About Hope ว่า

In this sense, success is in many ways far more precarious than failure. First, because the more you gain the more you have to lose, and second, because the more you have to lose, the harder it is to maintain hope. But more important, because by experiencing our hopes, we lose them. We see that our beautiful visions for a perfect future are not so perfect, that our dreams and aspirations are themselves riddled with unexpected flaws and unforeseen sacrifices.

Because the only thing that can ever truly destroy a dream is to have it come true.

วิธีทำลายความฝันให้หมดจด คือการทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา…

Life coach หลายคนบอกว่า เราต้องมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ และมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึง เราฟังแล้วเราก็กังวลว่าแล้วถ้าไปไม่ถึงล่ะมันจะไม่เหนื่อยเปล่าหรือ

แต่ในความเป็นจริง แม้จะไปถึงสิ่งที่เราตั้งไว้ มันก็ยังมีปัญหาอยู่ดี หนึ่งคือมันไม่ได้ฟินอย่างที่เราเคยคิด สองคือเมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วเราก็เหมือนสูญเสียเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของเราที่เป็นเหมือนดาวเหนือนำทางมาโดยตลอด สาม เราก็เลยต้องหาฝันที่ใหญ่และยากกว่าเดิมต่อไป กลายเป็นหนูถีบจักรที่เหนื่อยหนักกว่าเดิม

เมื่อรู้ดังนี้ บางทีเราจึงควรให้ความสำคัญกับการได้เดินสู่เป้าหมายมากกว่าการบรรลุเป้าหมายด้วยซ้ำไป

ฝึกตัวเองให้เป็นคนที่มีความสุขกับการเดินทาง โดยไม่จำเป็นต้องดิ้นรนหรือร้อนรนเพื่อไปให้ถึงปลายทางครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ตอนฝันให้คิดใหญ่ ตอนทำอะไรให้คิดเล็ก

20191019.png

When making plans, think big.
When making progress, think small.
-James Clear

เพราะความฝันคือการวาดสิ่งที่อยู่ในหัว คือการเต้นรำกับความเป็นไปได้ ขีดจำกัดมีเพียงความเชื่อและจินตนาการของเราเอง

ส่วนการลงมือทำ คือการเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาเป็นความจริง ซึ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา และแต่ละวันเราก็มีเวลาไม่มากนัก หากมัวแต่ตั้งความหวังว่าเราจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้ในวันนี้หรือในชั่วโมงนี้ เราก็อาจจะเกร็งจนไม่กล้าลงมือทำเสียที

จึงไม่ผิดที่จะฝันใหญ่ มองให้ไกลสุดขอบฟ้า แต่ตอนลงมือทำให้มองไม่เกินห้าเมตร

ยกตัวอย่างเช่นถ้าเรามีความฝันจะเขียนหนังสือ bestseller ตอนลงมือเขียน เราควรจะโฟกัสกับแค่หนึ่งย่อหน้า หนึ่งประโยค หรือแม้กระทั่งหนึ่งคำที่กำลังจะพิมพ์ลงไป

เมื่อคิดใหญ่ทำเล็ก เราจะสร้างความก้าวหน้าได้ทุกวัน โดยไม่จำเป็นต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ในวันไหนเลย

เพราะจะหนึ่งลี้หรือหมื่นลี้ ก็เดินได้แค่ทีละก้าวเท่านั้นครับ

เลิกพูดได้แล้ว

20190528_shhh

ว่าอยากเขียนหนังสือ

ว่าอยากวิ่งมาราธอน

ว่าอยากมีธุรกิจของตัวเอง

เพราะถ้าอยากทำจริงๆ เราคงทำไปนานแล้ว

ที่ยังไม่ได้ทำ เพราะว่าเรายังไม่ได้อยากทำจริงๆ ต่างหาก เราก็เลยมักอ้างว่า “ไม่มีเวลา” (แต่มีเวลาดูเน็ตฟลิกซ์นะ)

ถ้าไม่ได้อยากทำจริงๆ ก็อย่าพูดให้เสียเวลาคนฟัง

แต่ถ้าอยากทำจริงๆ ก็จงจัดสรรเวลา แล้วลงมือทำไปเลย

พูดแล้วไม่ทำ กับทำแล้วไม่พูด อย่างหลังเสียงดังกว่ากันเยอะนะครับ

ถ้ามีเวลามากกว่านี้เราจะทำอะไร?

20190501

ถ้ามีเวลามากกว่านี้เราจะทำอะไร?

ออกกำลังกาย

เริ่มทำธุรกิจ

เปิดบล็อก

อ่านหนังสือ

หัดเล่นกีตาร์

นั่งสมาธิ

หลายคนคงมีในใจหลายอย่าง

ลองลิสต์ออกมาดู แล้ววงกลมสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุด

จากนั้นก็ตื่นนอนให้เร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง แล้วเอาสิ่งนั้นขึ้นมาทำเป็นเรื่องแรก

ครึ่งชั่วโมงอาจไม่ยาวเพียงพอที่จะทำให้ดีเลิศได้ แต่ยาวเกินพอที่จะเริ่มต้นได้

ที่เราควรเริ่มเสียแต่เช้าวันพรุ่งนี้ เพราะว่า

หนึ่ง เรื่องพวกนี้ไม่มีเดดไลน์ เราจึงผัดผ่อนมันไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว

สอง มันเป็นเรื่องที่มีคุณค่ากว่าสิ่งอื่นๆ ที่รบเร้าให้เราทำในแต่ละวัน

สาม เวลาไม่เคยมีมากขึ้นหรอก มีแต่จะน้อยลงด้วยซ้ำ

สี่ และถึงแม้จะโชคดีมีเวลามากขึ้นจริงๆ เราก็ยังไม่ได้ทำมันอยู่ดี พิูสูจน์ได้จากช่วงหยุดยาวหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา

ดังนั้น อย่ารอให้มีเวลามากกว่านี้เลย ทำทั้งๆ ที่ไม่มีเวลานี่แหละ แล้วเวลาจะจัดสรรตัวมันเองครับ


เปิดรับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. 62 ที่ Sook Station (BTS อุดมสุข) bit.ly/tgimstory3 (เหลือ 16 ที่)

เป้าหมายที่เรากำลังไล่ตาม

20190127_goals

มันยังเป็นสิ่งที่เรายังต้องการจริงๆ อยู่รึเปล่า?

เพราะเป้าหมายในปัจจุบันมาจากตัวเราในอดีต

และตัวเราในวันนี้กับตัวเราในอดีตย่อมแตกต่างกันไม่มากก็น้อย

สมัยเรียนหนังสือ ผมเคยมีเป้าหมายอยากได้รถบีเอ็ม แต่มาเดี๋ยวนี้ก็ไม่อยากได้รถบีเอ็มแล้ว

ผมเคยมีความฝันอยากไปเยือนโอลด์แทรฟฟอร์ด แต่ก็ทิ้งมันไว้จนเกือบจะนานเกินไป กว่าจะได้ไปเหยียบโรงละครแห่งความฝัน เซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสันและนักเตะที่ผมเคยคลั่งไคล้ก็ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว

อาจจะฟังดูไม่โรแมนติคนัก แต่ผมเชื่อว่าทุกความฝันมีวันหมดอายุ

เรากำลังไล่ตามความฝันที่หมดอายุอยู่รึเปล่า?

ถ้าใช่ ก็อาจเป็นการดีกว่าที่จะยอมรับความจริง ดีกว่าเสียเวลาอีกหลายเดือน หลายปี หรือแม้กระทั่งทั้งชีวิต พอไขว่คว้ามันมาได้ถึงเพิ่งรู้ตัวว่ามันไม่ใช่

เหมือนจะเป็นเรื่องเศร้า แต่จริงๆ แล้วมันคือข่าวดี

เมื่อเราปลดปล่อยตัวเองจากความฝันที่ไม่ได้ตอบโจทย์อีกต่อไป เราก็จะมีแรงและเวลาในการทำสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายกับเราอย่างแท้จริงครับ

วันที่คนไทยทุกคนจดจำได้

20180703_remember

สำหรับคนที่อายุเกิน 30 ปี ผมเชื่อว่ามีอย่างน้อย 3 เหตุการณ์ที่พวกเราทุกคนจดจำได้ในระดับที่ว่าตอนที่เรารับรู้เหตุการณ์นั้นเรากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน และอยู่กับใคร

11 กันยายน 2544
ผมกำลังอยู่ในห้องที่หอพักนักศึกษา เพื่อนห้องข้างๆ วิ่งมาบอกว่า เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด! แว้บแรกผมนึกว่าเป็นห้างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ตรงราชประสงค์ (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นเซ็นทรัลเวิลด์) แต่เพื่อนบอกว่าไม่ใช่ เป็นตึกเวิลด์เทรดที่นิวยอร์ค เราวิ่งลงไปที่ห้องคอมมอนรูมที่ชั้นหนึ่งฝั่งหอหญิง นักศึกษาและอาจารย์หลายสิบคนกำลังยืนมุงดูทีวี ภาพเครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดนั้นราวกับฉากในหนังฮอลลีวู้ด

26 ธันวาคม 2547
ผมกับเพื่อนสมัยม.ต้นเพิ่งกลับลงมาจากไปเที่ยวอำเภอปาย พวกเราจึงแวะ Love at first bite ร้านเค้กชื่อดังในเชียงใหม่ ระหว่างนั่งกินเค้กมะพร้าวอย่างเอร็ดอร่อย เพื่อนคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า ที่ภูเก็ตมีแผ่นดินไหว ดูน่าจะรุนแรงพอดู เรายังพูดติดตลกกันอยู่เลยว่าแผ่นดินไหวอย่างนี้จะมีสึนามิรึเปล่า

ต้องรอจนกลับถึงกรุงเทพและได้เปิดดูทีวี ถึงจะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายรุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก

13 ตุลาคม 2559
เราได้ยินข่าวลือที่ทำให้ใจไม่ดีมาหลายวันแล้ว ตอนแรกนายกจะออกมาแถลงข่าวตอน 6 โมงเย็น ผมเลยรอฟังอยู่ที่ออฟฟิศ แต่พอรู้ว่าเขาเลื่อนไปเป็นตอน 1 ทุ่มแทน เลยตัดสินใจกลับบ้าน เพราะคิดว่าถ้าต้องรับฟังข่าวร้าย ก็ขออยู่ใกล้ๆ คนที่เรารัก

วันนั้นรถเยอะเป็นพิเศษ เมื่อถึงเวลาหนึ่งทุ่มตรง ผมจึงยังอยู่ในรถคนเดียวแถวสามแยกพัฒนาการ 25

เปิดวิทยุฟังผู้ประกาศข่าวจบแล้วก็น้ำตาไหลอยู่คนเดียว เร่งเครื่องขึ้นเล็กน้อยเพราะอยากถึงบ้านเร็วๆ สิ่งแรกที่ทำตอนกลับถึงบ้านคือกอดกับแฟน

—–

ผมรู้สึกมาซักพักแล้วว่า ทำไมเหตุการณ์ที่ผมจดจำได้ และคิดว่าคนไทยทุกคนจดจำได้ จึงมักจะมีแต่เรื่องแย่ๆ

แต่ในปีที่ผ่านมาก็มีสองเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดไป

25 ธันวาคม 2560
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ผมยังอยู่ที่ออฟฟิศ Wongnai ระหว่างเดินไปหาอะไรกินในห้องครัว น้องก็ตะโกนว่า “พี่ตูนกำลังจะวิ่งเข้าเส้นชัยแล้วพี่” ผมจึงไปดู Facebook Live ของโครงการก้าวคนละก้าว กับน้องเขาด้วย

พี่ตูนและทีมงานค่อยๆ วิ่งอย่างช้าๆ ส่งยิ้มและโบกมือทักทายให้กับผู้คนที่มาให้กำลังใจสองข้างทางในอำเภอแม่สาย

เมื่อถึงเส้นชัย พี่ตูนหยุดยืนหน้านิ่งชูหนึ่งนิ้ว เป็นภาพที่น่าจะติดตาคนไทยหลายๆ คนไปอีกนาน

3 กรกฎาคม 2561 (วันนี้)
ผมกำลังนั่งทานข้าวเช้าที่บ้าน ข้างๆ มีปรายฝน ลูกสาววัยย่างสามขวบที่มาอ้อนให้พ่อช่วยป้อนข้าวให้หน่อย ป้อนข้าวไปได้ประมาณ 4 ช้อน ผมก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิด Facebook โพสต์แรกที่ผมเห็นเป็นของเพจ Bodyslam ซึ่งแชร์วีดีโอของเพจ Thai NavySEAL ที่มีแคปชั่นว่า

Hooyah…..ทีมหมูป่า

พบเยาวชนทีมหมูป่าบริเวณหาดทรายห่างจาก Pattaya beach 200 เมตร โดยนักดำน้ำหน่วยซีลดำน้ำวางไลน์เชือกนำทาง ร่วมกับนักดำน้ำจากประเทศอังกฤษ ระยะทางจากห้องโถง 3 ยาว 1,900 เมตร เมื่อเวลา 21.38 น. คืนวันที่ 2 กรกฎาคม 2561

 

ในวีดีโอเป็นเด็กใส่ชุดฟุตบอลสีแดงสิบกว่าคน นั่งกันอยู่ในถ้ำมืดๆ พวกเขาติดอยู่ในนี้โดยคงไม่รู้เลยว่าสิบวันที่ผ่านมามีคนมากมายแค่ไหนที่ร่วมลุ้นร่วมภาวนาอยู่ข้างนอก

ณ ตอนนี้ เรื่องราวในความทรงจำของผมมีทั้งหมด 5 เหตุการณ์ เป็นร้าย 3 ดี 2

แต่อนาคต ถ้าเราสามัคคีกันและทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถ เราอาจจะมีเหตุการณ์ดีๆ อีกหลายอย่างที่จะกลายเป็นนาทีแห่งความทรงจำเพิ่มขึ้นก็ได้ เช่น

– นาทีที่ไทยได้ไปบอลโลก
– นาทีที่คนไทยขึ้นรับรางวัลโนเบล
– นาทีที่คนไทยได้ออกไปท่องอวกาศ

บางคนอาจจะคิดว่าต้องอาศัยปาฏิหาริย์เท่านั้น

ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะ เพราะคนอย่างพี่ตูนและหน่วยซีลก็สอนให้เรารู้แล้วว่าปาฏิหาริย์นั้นมีอยู่จริงและเกิดขึ้นได้

แต่ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นเฉพาะกับคนกล้า

กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะลงมือทำ และกล้าที่จะไม่ยอมแพ้ครับ

ความลับของการเป็นผู้นำที่ดี

20180523_followers

เช้านี้ผมเพิ่งฟังพอดคาสท์ TED Radio Hour ตอนล่าสุด “Inspire To Action” ที่ศึกษาว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างร่วมกันเช่นการชุมนุม การประท้วง หรือแม้กระทั่งการปฏิวัติ

แขกรับเชิญในตอนนี้คือ Simon Sinek ผู้เขียนหนังสือ Start with Why และโด่งดังจากการพูดเรื่อง How Great Leaders Inspire Action ซึ่งเป็น TED Talk ที่มีคนดูมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาตร์ TED

พิธีการถามไซม่อนว่า เหตุใดผู้นำบางคนถึงสามารถนำพามวลชนได้ ในขณะที่ผู้นำบางคนไม่สามารถทำได้

ไซม่อนตอบว่า สิ่งแรกที่สำคัญคือผู้นำเหล่านี้ต้องเชื่อมั่นในอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าตัวของเขาเอง (they must believe in a cause that’s bigger than themselves) และเขาต้องสามารถวาดภาพอนาคต (paint a future) ที่ชัดเจนจนผู้คนจับต้องได้

และข้อทิ้งท้ายที่ไซม่อนฝากไว้ก็คือ “ผู้นำ” ที่ดีคือ “ผู้ตาม” ที่ดี

“ผู้ตาม” ในที่นี้ หมายถึงผู้เดินตามความฝัน หรือเดินตามความเชื่ออะไรบางอย่างอย่างแน่วแน่ จนคนอื่นอดไม่ได้ที่จะชื่นชมและขอมีส่วนร่วมด้วย

ในวันที่ 28 สิงหาคม 2506 หรือ 55 ปีที่แล้ว มีประชาชน 250,000 คนมารวมตัวกันหน้าอนุสรณ์สถานลินคอล์นในนครวอชิงตันเพื่อฟัง ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ปราศรัย I Have a Dream ซึ่งเป็นหนึ่งในการปราศรัยที่ทรงพลังที่สุดแห่งยุค

ถามว่าใน 250,000 คนที่มาในวันนั้น มีคนมาเพื่อดร.คิงซักกี่คน

คำตอบคือไม่มีซักคนเดียว ทุกคนมาเพื่อตัวเองทั้งนั้น เขามารวมตัวกันเพราะเชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามและปรารถนาที่จะเห็นอเมริกาปฏิบัติต่อคนทุกผิวสีอย่างเท่าเทียมกัน

ดังนั้น ถ้าเราอยากเป็นผู้นำที่ดี เราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีใครมาตามเรารึเปล่า

หาสิ่งที่เราเชื่อมั่น สิ่งที่เราพร้อมจะทุ่มเท แล้วเดินตามสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่

แล้วเมื่อ “คนพันธุ์เดียวกัน” ผ่านมาทางนี้ เขาจะเลือกเดินตามคุณเองครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรุ่นที่ 9 รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (เหลือ 7 ที่)

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด, นายอินทร์, B2S, ศูนย์หนังสือจุฬา, คิโนะคุนิยะ, เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

อย่าคาดคั้นกับสิ่งที่ตัวเองรัก

20180514_beeasyonyourpassion

บทความนี้มีไว้เพื่อเตือนสติคนที่คิดจะลาออกไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบ

เนื้อหามาจากหนังสือ Big Magic ของ Elizabeth Gilbert ผู้โด่งดังมาจากการเขียนหนังสือ Eat Pray Love ที่ถูกฮอลลีวู้ดนำมาสร้างเป็นหนัง

กิลเบิร์ตบอกว่า “ความคิดสร้างสรรค์” (Creativity) นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากอีกโลกหนึ่ง

Creativity ไม่รู้จักหิว Creativity ไม่ต้องไปหาหมอฟัน และ Creativity ไม่รู้จักบิลค่าไฟ

ดังนั้นเราไม่ควรหวังพึ่ง Creativity ให้มาแก้ปัญหาทางโลกให้เรา

ตั้งแต่เธอตัดสินใจจะเป็นนักเขียนตอนอายุ 15 ปี เธอก็ได้สัญญากับตัวเองว่า จะไม่พึ่ง Creativity ให้มาหาเลี้ยงตัวเธอ เธอต่างหากที่จะเป็นคนหาเลี้ยง Creativity เอง

ตอนที่กิลเบิร์ตเขียนหนังสือเล่มแรก เธอทำงานเป็นบ๋อย

ตอนที่เธอเขียนหนังสือเล่มที่สอง เธอทำงานเป็นบ๋อยและเป็นบาร์เทนเดอร์

ตอนที่เธอเขียนหนังสือเล่มที่สาม เธอเป็นทั้งบาร์เทนเดอร์ เป็นทั้งคนดูแลร้านหนังสือ และเป็นทั้งนักข่าว

ตอนที่ Eat Pray Love หนังสือเล่มที่สี่ตีพิมพ์ เธอยังทำงานในตลาดนัดอยู่เลย และเธอบอกว่าถ้า Eat Pray Love ไม่ได้ประสบความสำเร็จระดับนี้ เธอก็คงยังรับจ๊อบอื่นๆ อยู่

ก่อนจะโด่งดังกับ Eat Pray Love เธอไม่เคยหยุดทุกอย่างเพื่อทำงานเขียน ตรงกันข้าม เธอทำงานทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำ เพื่อจะได้มีเงินมาจ่ายบิลค่าน้ำค่าไฟ เพื่อที่เธอจะได้มีความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างกับงานเขียนของเธอ ไม่ต้องไปคาดหวังว่างานเขียนจะต้องหารายได้มาจ่ายค่าน้ำค่าไฟให้เธอ

กิลเบิร์ตเล่าว่าเธอเคยเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่ลาออกจากงานประจำมาเพื่อจะมาทำงานสร้างสรรค์ แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ คราวนี้เธอเลยมีทั้งปัญหาการเงินและปัญหาทางจิตวิญญาณ

เธอบอกกับกิลเบิร์ตว่า

“ฉันโกรธ Creativity มาก ฉันอุตส่าห์ตัดสินใจเด็ดขาดและทุ่มเททุกอย่างให้มัน แต่สุดท้ายมันก็ทำให้ฉันผิดหวัง”

กิลเบิร์ตบอกว่า จริงๆ แล้ว Creativity ไม่ได้ติดค้างอะไรเราทั้งนั้น บุญแค่ไหนแล้วที่เราได้มีโอกาสร่วมงานกับมัน

—–

ดังนั้น แม้เราจะเชื่อมั่นในศิลปะและความเป็นศิลปินในตัวเราแค่ไหน ก็ควรระวังการตกเข้าไปอยู่ในเส้นทางนี้

1. เบื่องานประจำ
2. ได้อ่านหนังสือปลุกใจ
3. ลาออกจากงาน เพื่อจะได้มีเวลาทำสิ่งที่ตัวเองชอบเต็มที่
4. ค้นพบว่างานที่ตัวเองชอบไม่ก่อให้เกิดรายได้
5. ดัดแปลงงานที่ตัวเองทำเพื่อพอจะหารายได้ได้
6. แต่รายได้ก็ยังไม่ค่อยพอใช้อยู่ดี แถมงานก็ถูกดัดแปลงเสียจนเราไม่เหลือความภูมิใจในงานที่เราทำ
7. สุดท้ายจึงเลิกทำสิ่งที่เราชอบไปโดยปริยาย

เป็นโศกนาฎกรรมที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ เพียงแต่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงมัน

ถ้าผมลาออกจากงานเพื่อมาเขียนบล็อกอย่างเดียว ผมคงเลิกเขียนบล็อกไปนานแล้ว เพราะมันไม่สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอให้กับครอบครัวแน่ๆ หรือถ้าจะให้พอ ผมก็คงต้องรับโฆษณาและขายของจนกระทั่งไม่สามารถเขียนบล็อกได้แบบที่ผมต้องการได้อีกต่อไป

การลาออกเพื่อมาทำสิ่งที่ตัวเองรักนั้นฟังดูโรแมนติค แต่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก โดยเฉพาะถ้าเรายังไม่มีต้นทุนทางวิชาชีพที่เรียกว่า career capital เพียงพอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ “ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion“)

ไม่ต้องโรแมนติคมากก็ได้ ทำงานที่ไม่เท่บ้างก็ได้ จะได้มีเงินมาตอบโจทย์ทางโลก

และจะได้ไม่ต้องคาดคั้นกับสิ่งที่ตัวเองรักครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Elizabeth Gilbert Page

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (เหลืออีก 8 ที่)

ไอดอลของไอดอล

20180513_idol

เราทุกคนต่างมีไอดอลหรือบุคคลที่เราชื่นชมด้วยกันทั้งนั้น

หนึ่งในคำถามที่ผมมักจะมีอยู่ตลอดก็คือ คนที่เราชื่นชมนั้นเขาชื่นชมใคร

ปลายปีที่แล้ว ใครที่ได้ดูวันที่พี่ตูน “ก้าวคนละก้าว” จนเข้าเส้นชัยที่แม่สาย คงพอจำได้ว่าพี่ป๊อด และวงโมเดิร์นด็อก มาเซอร์ไพรส์ขึ้นเวทีร้องเพลงให้กำลังใจ

พี่ตูนเคยเล่าให้ฟังในหลายวาระว่าพี่ป๊อดเป็นไอดอลเขาตั้งแต่เด็กๆ

มาวันนี้สถานะพี่ตูนน่าจะเป็นนักร้องที่ดังที่สุดในประเทศ และน่าจะดังกว่า พี่ป๊อด ไอดอลของเขาเสียอีก

—–

ปีที่แล้วผมไปเรียนแต่งเพลงกับพี่ตุลย์ อพาร์ตเมนต์คุณป้า

ใครที่ยังไม่รู้จักวงนี้ เขาคือคนแต่งเพลง “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” ที่ดา เอนโดรฟิน และ ป๊อป แคลอรีบลาบลา เอามาร้องใหม่จนดังไปทั่วเมือง

อพาร์ตเมนต์คุณป้าออกอัลบั้มเต็มมาแล้ว 4 อัลบั้ม และตอนนี้พี่ตุลย์น่าจะแต่งเพลงมาแล้วร่วมร้อยเพลง (ให้วงตัวเอง ศิลปินคนอื่น และเพลงโฆษณา)

พี่ตุลย์เคยเล่าในหลายวาระ (รวมถึงในคลาสวันนั้นด้วย) ว่าคนที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาแต่งเพลงคือ ปฐมพร ปฐมพร

วันหนึ่งเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เพื่อนพี่ตุลย์ได้ส่งอัลบั้มคู่ที่ชื่อว่า เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ เจ้าชายแห่งทะเล ของปฐมพร ปฐมพรมาให้ฟัง พี่ตุลย์กล่าวว่า

“พอฟังอัลบั้มคู่ของปฐมพรชุดนี้จบลง ผมมีความรู้สึกว่าตัวเองแต่งเพลงได้ มันนึกได้โดยบัดดล แล้วผมก็เข้าห้องน้ำ แล้วก็เอาซาวนด์อะเบาต์ที่อัดเสียงได้ไปอัดเสียงตัวเอง ใช้เทปคาสเสตต์อัด แล้วเพลง ชีวิตเป็นการเดินทาง ก็เป็นเพลงแรกที่หลั่งไหลออกมา”

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ อาจกล่าวได้ว่า พี่ตุลย์ก็ได้แซงหน้าไอดอลของเขาแล้วเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดก็ในเรื่องชื่อเสียงและจำนวนแฟนเพลงที่ติดตามผลงาน

—–

สิ่งที่ผมอยากจะบอกคืออย่างนี้ครับ

ว่าหากเรามีงานสร้างสรรค์ใดๆ ก็ตาม เราควรเผยแพร่มันออกมา

แล้วก็อย่าไปคาดหวังว่ามันจะต้องโด่งดังอะไรมากมาย

เหมือนอย่างบล็อกผมที่เขียนมาสามปีแล้ว มียอดไลค์เพียงสองหมื่นต้นๆ แม้จะไม่ขี้เหร่ แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าโด่งดัง

แต่ผมเชื่อว่าบทความบางตอนของผม อาจจะไปจุดประกายใครหลายๆ คนให้ลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ และคนเหล่านี้อาจจะกลายมาเป็นไอดอล เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนนับหมื่นนับแสนในอนาคตก็ได้

เหมือนอย่างที่พี่ป๊อดเป็นแรงบันดาลใจให้พี่ตูน หรือปฐมพร ปฐมพรจุดประกายให้พี่ตุลย์แต่งเพลง

ใช่ว่าทุกคนจะเป็นไอดอลได้ แต่ทุกคนเป็นไอดอลของไอดอลได้ครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

ความฝันหมดอายุ

20180329_expireddreams

ตอนเด็กๆ เราอาจเคยบอกตัวเองว่า โตขึ้นอยากเข้ามหาลัยนี้ เรียนจบแล้วอยากทำงานบริษัทนี้ หรือมีเงินแล้วจะบินไปดูทีมฟุตบอลที่ตัวเองชอบ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลง

การศึกษาอาจมีทางเลือกใหม่ บริษัทในฝันอาจกำลังขาดทุนอย่างหนัก นักเตะที่เคยคลั่งไคล้อาจแขวนสตั๊ดไปหมดแล้ว

และที่สำคัญที่สุด ตัวเราในวันนี้ก็ไม่ใช่เราคนเดิมกับตอนที่ความฝันนั้นเกิดขึ้นมา

การทำตามความฝันเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสำรวจตัวเองว่าความฝันนั้นมันยังมีความหมายและสอดคล้องกับตัวตนของเรารึเปล่า

ถ้าฝันนั้นไม่ได้ spark joy สำหรับเราอีกต่อไป ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดที่จะวางมันลง

ไม่เหยาะแหยะกับความฝัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยึดติดกับความฝันที่หมดอายุไปแล้ว

จะได้เอาเวลาไปทุ่มเทแรงกายแรงใจกับสิ่งที่ใช่กับเราจริงๆ ครับ

—–

ผมจะไปเซ็นหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ บู๊ธซีเอ็ด วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.15-13.00 มาเจอกันได้นะครับ