ความลับของการเป็นผู้นำที่ดี

20180523_followers

เช้านี้ผมเพิ่งฟังพอดคาสท์ TED Radio Hour ตอนล่าสุด “Inspire To Action” ที่ศึกษาว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างร่วมกันเช่นการชุมนุม การประท้วง หรือแม้กระทั่งการปฏิวัติ

แขกรับเชิญในตอนนี้คือ Simon Sinek ผู้เขียนหนังสือ Start with Why และโด่งดังจากการพูดเรื่อง How Great Leaders Inspire Action ซึ่งเป็น TED Talk ที่มีคนดูมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาตร์ TED

พิธีการถามไซม่อนว่า เหตุใดผู้นำบางคนถึงสามารถนำพามวลชนได้ ในขณะที่ผู้นำบางคนไม่สามารถทำได้

ไซม่อนตอบว่า สิ่งแรกที่สำคัญคือผู้นำเหล่านี้ต้องเชื่อมั่นในอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าตัวของเขาเอง (they must believe in a cause that’s bigger than themselves) และเขาต้องสามารถวาดภาพอนาคต (paint a future) ที่ชัดเจนจนผู้คนจับต้องได้

และข้อทิ้งท้ายที่ไซม่อนฝากไว้ก็คือ “ผู้นำ” ที่ดีคือ “ผู้ตาม” ที่ดี

“ผู้ตาม” ในที่นี้ หมายถึงผู้เดินตามความฝัน หรือเดินตามความเชื่ออะไรบางอย่างอย่างแน่วแน่ จนคนอื่นอดไม่ได้ที่จะชื่นชมและขอมีส่วนร่วมด้วย

ในวันที่ 28 สิงหาคม 2506 หรือ 55 ปีที่แล้ว มีประชาชน 250,000 คนมารวมตัวกันหน้าอนุสรณ์สถานลินคอล์นในนครวอชิงตันเพื่อฟัง ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ปราศรัย I Have a Dream ซึ่งเป็นหนึ่งในการปราศรัยที่ทรงพลังที่สุดแห่งยุค

ถามว่าใน 250,000 คนที่มาในวันนั้น มีคนมาเพื่อดร.คิงซักกี่คน

คำตอบคือไม่มีซักคนเดียว ทุกคนมาเพื่อตัวเองทั้งนั้น เขามารวมตัวกันเพราะเชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามและปรารถนาที่จะเห็นอเมริกาปฏิบัติต่อคนทุกผิวสีอย่างเท่าเทียมกัน

ดังนั้น ถ้าเราอยากเป็นผู้นำที่ดี เราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีใครมาตามเรารึเปล่า

หาสิ่งที่เราเชื่อมั่น สิ่งที่เราพร้อมจะทุ่มเท แล้วเดินตามสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่

แล้วเมื่อ “คนพันธุ์เดียวกัน” ผ่านมาทางนี้ เขาจะเลือกเดินตามคุณเองครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรุ่นที่ 9 รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (เหลือ 7 ที่)

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด, นายอินทร์, B2S, ศูนย์หนังสือจุฬา, คิโนะคุนิยะ, เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

อย่าคาดคั้นกับสิ่งที่ตัวเองรัก

 

20180514_beeasyonyourpassion

บทความนี้มีไว้เพื่อเตือนสติคนที่คิดจะลาออกไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบ

เนื้อหามาจากหนังสือ Big Magic ของ Elizabeth Gilbert ผู้โด่งดังมาจากการเขียนหนังสือ Eat Pray Love ที่ถูกฮอลลีวู้ดนำมาสร้างเป็นหนัง

กิลเบิร์ตบอกว่า “ความคิดสร้างสรรค์” (Creativity) นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากอีกโลกหนึ่ง

Creativity ไม่รู้จักหิว Creativity ไม่ต้องไปหาหมอฟัน และ Creativity ไม่รู้จักบิลค่าไฟ

ดังนั้นเราไม่ควรหวังพึ่ง Creativity เพื่อมาแก้ปัญหาทางโลกให้กับเรา

ตั้งแต่เธอตัดสินใจจะเป็นนักเขียนตอนอายุ 15 ปี เธอก็ได้สัญญากับตัวเองว่า จะไม่พึ่ง Creativity ให้มาหาเลี้ยงตัวเธอ เธอต่างหากที่จะเป็นคนหาเลี้ยง Creativity เอง

ตอนที่กิลเบิร์ตเขียนหนังสือเล่มแรก เธอทำงานเป็นบ๋อย

ตอนที่เธอเขียนหนังสือเล่มที่สอง เธอทำงานเป็นบ๋อยและเป็นบาร์เทนเดอร์

ตอนที่เธอเขียนหนังสือเล่มที่สาม เธอเป็นทั้งบาร์เทนเดอร์ เป็นทั้งคนดูแลร้านหนังสือ และเป็นทั้งนักข่าว

ตอนที่ Eat Pray Love หนังสือเล่มที่สี่ตีพิมพ์ เธอยังทำงานในตลาดนัดอยู่เลย และเธอบอกว่าถ้า Eat Pray Love ไม่ได้ประสบความสำเร็จระดับนี้ เธอก็คงยังรับจ๊อบอื่นๆ อยู่

ก่อนจะโด่งดังกับ Eat Pray Love เธอไม่เคยหยุดทุกอย่างเพื่อทำงานเขียน ตรงกันข้าม เธอทำงานทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำ เพื่อจะได้มีเงินมาจ่ายบิลค่าน้ำค่าไฟ เพื่อที่เธอจะได้มีความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างกับงานเขียนของเธอ ไม่ต้องไปคาดคั้นว่ามันจะต้องหารายได้มาจ่ายค่าน้ำค่าไฟให้เธอ

กิลเบิร์ตเล่าว่าเธอเคยเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่ลาออกจากงานประจำมาเพื่อจะมาทำงานสร้างสรรค์ แต่สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ประสบความสำเร็จ คราวนี้เธอเลยมีทั้งปัญหาการเงินและปัญหาทางจิตวิญญาณ เธอบอกกับกิลเบิร์ตว่า

“ฉันโกรธ Creativity มาก ฉันอุตส่าห์ตัดสินใจเด็ดขาดและทุ่มเททุกอย่างให้มัน แต่สุดท้ายมันก็ทำให้ฉันผิดหวัง”

กิลเบิร์ตบอกว่า จริงๆ แล้ว Creativity ไม่ได้ติดค้างอะไรเราทั้งนั้น บุญแค่ไหนแล้วที่เราได้มีโอกาสร่วมทำงานกับมัน

—–

ดังนั้น แม้เราจะเชื่อมั่นในตัวศิลปะและความเป็นศิลปินในตัวเราแค่ไหน แต่ให้ระวังว่าจะตกเข้าไปในเส้นทางนี้

1. เบื่องานประจำ
2. ได้อ่านหนังสือปลุกใจ
3. ลาออกจากงาน เพื่อจะได้มีเวลาทำสิ่งที่ตัวเองชอบเต็มที่
4. ค้นพบว่างานที่ตัวเองชอบไม่ก่อให้เกิดรายได้
5. ดัดแปลงงานที่ตัวเองทำเพื่อพอจะหารายได้ได้
6. แต่รายได้ก็ยังไม่ค่อยพอใช้อยู่ดี แถมงานก็ถูกดัดแปลงเสียจนเราไม่เหลือความภูมิใจในงานที่เราทำ
7. สุดท้ายจึงเลิกทำสิ่งที่เราชอบไปโดยปริยาย

เป็นโศกนาฎกรรมที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ เพียงแต่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงมัน

ถ้าผมลาออกจากงานเพื่อมาเขียนบล็อกอย่างเดียว ผมคงเลิกเขียนบล็อกไปนานแล้วเพราะมันไม่สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอให้กับครอบครัวแน่ๆ หรือถ้าจะให้พอ ผมก็คงต้องรับโฆษณาและขายของจนกระทั่งไม่สามารถเขียนบล็อกได้แบบที่ผมต้องการได้อีกต่อไป

การลาออกเพื่อมาทำสิ่งที่ตัวเองรักนั้นฟังดูโรแมนติค แต่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก โดยเฉพาะถ้าเรายังไม่มีต้นทุนทางวิชาชีพที่เรียกว่า career capital เพียงพอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ “ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion“)

ไม่ต้องโรแมนติคมากก็ได้ ทำงานที่ไม่เท่บ้างก็ได้ จะได้มีเงินมาตอบโจทย์ทางโลก

และจะได้ไม่ต้องคาดคั้นกับสิ่งที่ตัวเองรักครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Elizabeth Gilbert Page

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (เหลืออีก 8 ที่)

ไอดอลของไอดอล

20180513_idol

เราทุกคนต่างมีไอดอลหรือบุคคลที่เราชื่นชมด้วยกันทั้งนั้น

หนึ่งในคำถามที่ผมมักจะมีอยู่ตลอดก็คือ คนที่เราชื่นชมนั้นเขาชื่นชมใคร

ปลายปีที่แล้ว ใครที่ได้ดูวันที่พี่ตูน “ก้าวคนละก้าว” จนเข้าเส้นชัยที่แม่สาย คงพอจำได้ว่าพี่ป๊อด และวงโมเดิร์นด็อก มาเซอร์ไพรส์ขึ้นเวทีร้องเพลงให้กำลังใจ

พี่ตูนเคยเล่าให้ฟังในหลายวาระว่าพี่ป๊อดเป็นไอดอลเขาตั้งแต่เด็กๆ

มาวันนี้สถานะพี่ตูนน่าจะเป็นนักร้องที่ดังที่สุดในประเทศ และน่าจะดังกว่า พี่ป๊อด ไอดอลของเขาเสียอีก

—–

ปีที่แล้วผมไปเรียนแต่งเพลงกับพี่ตุลย์ อพาร์ตเมนต์คุณป้า

ใครที่ยังไม่รู้จักวงนี้ เขาคือคนแต่งเพลง “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” ที่ดา เอนโดรฟิน และ ป๊อป แคลอรีบลาบลา เอามาร้องใหม่จนดังไปทั่วเมือง

อพาร์ตเมนต์คุณป้าออกอัลบั้มเต็มมาแล้ว 4 อัลบั้ม และตอนนี้พี่ตุลย์น่าจะแต่งเพลงมาแล้วร่วมร้อยเพลง (ให้วงตัวเอง ศิลปินคนอื่น และเพลงโฆษณา)

พี่ตุลย์เคยเล่าในหลายวาระ (รวมถึงในคลาสวันนั้นด้วย) ว่าคนที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาแต่งเพลงคือ ปฐมพร ปฐมพร

วันหนึ่งเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เพื่อนพี่ตุลย์ได้ส่งอัลบั้มคู่ที่ชื่อว่า เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ เจ้าชายแห่งทะเล ของปฐมพร ปฐมพรมาให้ฟัง พี่ตุลย์กล่าวว่า

“พอฟังอัลบั้มคู่ของปฐมพรชุดนี้จบลง ผมมีความรู้สึกว่าตัวเองแต่งเพลงได้ มันนึกได้โดยบัดดล แล้วผมก็เข้าห้องน้ำ แล้วก็เอาซาวนด์อะเบาต์ที่อัดเสียงได้ไปอัดเสียงตัวเอง ใช้เทปคาสเสตต์อัด แล้วเพลง ชีวิตเป็นการเดินทาง ก็เป็นเพลงแรกที่หลั่งไหลออกมา”

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ อาจกล่าวได้ว่า พี่ตุลย์ก็ได้แซงหน้าไอดอลของเขาแล้วเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดก็ในเรื่องชื่อเสียงและจำนวนแฟนเพลงที่ติดตามผลงาน

—–

สิ่งที่ผมอยากจะบอกคืออย่างนี้ครับ

ว่าหากเรามีงานสร้างสรรค์ใดๆ ก็ตาม เราควรเผยแพร่มันออกมา

แล้วก็อย่าไปคาดหวังว่ามันจะต้องโด่งดังอะไรมากมาย

เหมือนอย่างบล็อกผมที่เขียนมาสามปีแล้ว มียอดไลค์เพียงสองหมื่นต้นๆ แม้จะไม่ขี้เหร่ แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าโด่งดัง

แต่ผมเชื่อว่าบทความบางตอนของผม อาจจะไปจุดประกายใครหลายๆ คนให้ลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ และคนเหล่านี้อาจจะกลายมาเป็นไอดอล เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนนับหมื่นนับแสนในอนาคตก็ได้

เหมือนอย่างที่พี่ป๊อดเป็นแรงบันดาลใจให้พี่ตูน หรือปฐมพร ปฐมพรจุดประกายให้พี่ตุลย์แต่งเพลง

ใช่ว่าทุกคนจะเป็นไอดอลได้ แต่ทุกคนเป็นไอดอลของไอดอลได้ครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

ความฝันหมดอายุ

20180329_expireddreams

ตอนเด็กๆ เราอาจเคยบอกตัวเองว่า โตขึ้นอยากเข้ามหาลัยนี้ เรียนจบแล้วอยากทำงานบริษัทนี้ หรือมีเงินแล้วจะบินไปดูทีมฟุตบอลที่ตัวเองชอบ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลง

การศึกษาอาจมีทางเลือกใหม่ บริษัทในฝันอาจกำลังขาดทุนอย่างหนัก นักเตะที่เคยคลั่งไคล้อาจแขวนสตั๊ดไปหมดแล้ว

และที่สำคัญที่สุด ตัวเราในวันนี้ก็ไม่ใช่เราคนเดิมกับตอนที่ความฝันนั้นเกิดขึ้นมา

การทำตามความฝันเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสำรวจตัวเองว่าความฝันนั้นมันยังมีความหมายและสอดคล้องกับตัวตนของเรารึเปล่า

ถ้าฝันนั้นไม่ได้ spark joy สำหรับเราอีกต่อไป ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดที่จะวางมันลง

ไม่เหยาะแหยะกับความฝัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยึดติดกับความฝันที่หมดอายุไปแล้ว

จะได้เอาเวลาไปทุ่มเทแรงกายแรงใจกับสิ่งที่ใช่กับเราจริงๆ ครับ

—–

ผมจะไปเซ็นหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ บู๊ธซีเอ็ด วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.15-13.00 มาเจอกันได้นะครับ

คำถามสำคัญ

20171218_importantquestion

เราทุกคนล้วนมีความฝัน

บางคนฝันอยากมีซิกแพ็ค

บางคนฝันจะได้เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง

บางคนฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ startup

คำแนะนำที่เรามักได้ยินจาก life coach คือคุณต้องเขียนภาพความฝันนั้นให้ชัดเจน แปะลงข้างฝา แล้วบอกกับตัวเองทุกวัน (affirmations) ว่าฉันได้มันมาแล้ว

ซึ่งบางทีก็เวิร์ค แต่หลายครั้งก็ไม่

เพราะการฝันหวานไม่ใช่เรื่องยาก

จุดที่หลายคนสะดุดหรือยอมแพ้ไปก่อน คือ “ฝันร้าย” ที่ต้องผ่านก่อนที่ฝันหวานจะเป็นจริงต่างหาก

ฝันร้ายของคนอยากมีซิกแพ็คคือการต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ใช้ชีวิตอยู่ในฟิตเนสวันละสอง-สามชั่วโมง กินอาหารซ้ำซากที่ไม่มีความอร่อย ร่างกายที่เจ็บปวดทุกครั้งหลังออกกำลังกายเสร็จ

ฝันร้ายที่นักดนตรีต้องเจอก็เช่นการทะเลาะกับเพื่อนร่วมวง การซ้อมท่อนโซโล่ท่อนเดิมๆ นับร้อยๆ ครั้ง การวิ่งไปออดิชั่นตามร้านต่างๆ การเล่นดนตรีในร้านอาหารที่แสนจะผิดที่ผิดทางแถมไม่มีใครสนใจฟังเรา การแบกกีตาร์และอุปกรณ์หนักๆ ตระเวนตามร้านอยู่ทุกคืน การทำเดโมส่งไปแล้วไม่มีใครเรียก

ฝันร้ายที่คนทำ startup ต้องประสบ คือการพูดถึงโปรดักท์แล้วไม่มีใครเก็ท ทำโปรดักท์ออกมาแล้วมี bugs เยอะแยะจนน่าอาย รายได้ที่ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องพนักงาน ความเครียดจากความไม่แน่นอนว่าธุรกิจเราจะรุ่งหรือจะร่วง

ผมเองเคยอยากเป็นนั่นเป็นนี่เต็มไปหมด เคยอยากเป็นนักลงทุน Value Investor (VI) แต่ก็ไม่อยากมานั่งอ่านงบประมาณบริษัท อยากทำแอปมือถือแต่พอลองนั่งทำจริงๆ แล้วรู้สึกว่ามันยุ่งยากและไม่สนุก

จะมีแปลกอยู่หน่อยก็เรื่องการเขียนบล็อกนี่แหละ เพราะตอนที่เริ่มต้น ภาพของการเป็นบล็อกเกอร์ก็ไม่ได้ชัดหรือไม่ได้ตื่นเต้นเท่ากับนักลงทุน VI หรือนักพัฒนาแอปด้วยซ้ำ

แต่ในขณะที่ผมไม่ชอบ “ฝันร้าย” ของการเป็น VI หรือเป็นนักพัฒนาแอป แต่ผมกลับทนได้กับฝันร้ายของการเป็นบล็อกเกอร์

ทั้งการต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมาเขียนบล็อก (ขณะนี้เป็นเวลา 5.14) การหงุดหงิดกับตัวเองเวลาที่คิดเรื่องไม่ออก การต้องอ่านบทความเป็นสิบๆ เรื่องกว่าจะเจอเรื่องที่นำมาเขียนบล็อกได้ หรือการนั่งหน้าคอมเป็นเวลา 5-6 ชั่วโมงกว่าจะปั้นบทความดีๆ ซักตอน

แต่ผมก็ยังทนเขียนบล็อกมาได้ถึงทุกวันนี้

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “Passion ของคุณคืออะไร” หรือ “คุณต้องการอะไรในชีวิต”

คำถามสำคัญคือ “คุณพร้อมที่จะทนทุกข์กับเรื่องอะไร” มากกว่า

เพราะถ้าคุณไม่พร้อมจะทนทุกข์ไปกับมัน ก็แสดงว่าคุณไม่ได้ต้องการมันจริงๆ

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดเลยซักนิด

เพราะเมื่อเข้าใจตัวเองว่าเราไม่ได้ต้องการมันซักเท่าไหร่ เราก็จะได้เลิกฝันหวานกับเรื่องนี้ แล้วไปเริ่มต้นกับฝันอื่นที่เราพร้อมจะร่วมทุกข์-ร่วมสุขไปกับมันครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Mark Manson: The Most Important Question of Your Life 

จะมีอะไรน่าเศร้าไปกว่างานที่ทำไม่เสร็จ?

20171128_unfinished

ก็งานที่ไม่ได้เริ่มยังไงล่ะ

Can anything be sadder than work left unfinished? Yes, work never begun.
-Christina Rossetti

นี่คือยุคที่เรามีเครื่องมือทุ่นเวลามากกว่าทุกยุคที่ผ่านมา

และตลกร้ายก็คือเราดูจะมีเวลาเหลือน้อยกว่าทุกยุคที่ผ่านมาด้วย

และเวลาว่างที่มีอยู่เล็กน้อยก็มักจะโดนมือถือหรือไอแพดกลืนกินราวหลุมดำที่ดูดซับทุกอย่าง

ชีวิตที่เหลือจากการทำงานจึงหมดไปกับการเสพสื่อ

แต่การเสพอย่างเดียวไม่น่าจะทำให้เรามีความสุขได้

ความสุขจะเกิดขึ้นเมื่อเรารู้จักสร้างด้วย

ผมเชื่อว่าทุกคนมีหนังสืออยู่ในตัวอย่างน้อยคนละ 1 เล่ม มีเพลงอยู่ในตัวอย่างน้อยคนละ 1 เพลง มีกวีอยู่ในตัวอย่างน้อยคนละ 1 บท

แต่หากเราเอาแต่เสพ เราก็จะไม่มีเวลาเขียนหนังสือ ไม่มีเวลาแต่งเพลง และไม่เหลือเวลาร่ายกวี

หากพลังงานสร้างสรรค์เหล่านี้ถูกฝังกลบอยู่ในตัวเราไปตลอดชีวิต ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายสุดๆ

Can anything be sadder than work left unfinished? Yes, work never begun.

มีอะไรดีๆ อยู่ในตัวก็ปล่อยมันออกมาเถอะนะครับ

เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่า งานของคุณมันมีความหมายมากเพียงใด จนกว่าคุณจะนำมันออกมาให้โลกเห็น


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

อย่าทิ้งฝันเพียงเพราะมันต้องใช้เวลา

20171107_taketime

เพราะยังไงๆ เวลาต้องผ่านพ้นไปอยู่แล้ว

“Never give up on a dream just because of the time it will take to accomplish it. The time will pass anyway.”
-Earl Nightingale

ตอนเด็กๆ เราล้วนมีความฝันกันทั้งนั้น

พอขึ้นมัธยมหรือเรียนมหาวิทยาลัย เราก็ยังมีความฝันอยู่ เพียงแต่ฝันอาจเปลี่ยนไปนิดหน่อยให้มันชิคมันคูลขึ้น

พอเรียนจบออกมา ต้องทำงานหาเงินเอง ต้องรับภาระ ต้องเผชิญโลกแห่งความจริงมากๆ เข้า ความฝันก็เลยค่อยๆ จางหายไปทีละฝันสองฝัน

แล้วถึงวันหนึ่ง ความฝันก็หมดไป เหลือไว้เพียงความรับผิดชอบ

ถ้าชีวิตถึงจุดนี้ ก็อาจจะแห้งผากไปหน่อยนะครับ

“ความเป็นผู้ใหญ่” หลายครั้งก็มาพร้อมกับชุดความเชื่อที่ว่า เราไม่อาจเป็นอย่างที่เราฝันได้หรอก เพราะเราเก่งไม่พอ ทุนไม่พอ มีเวลาไม่พอ

สารพัดสารพันเหตุผลที่จะหยิบยกขึ้นมา

ความฝันบางอย่าง มันอาจจะหมดอายุไปแล้วจริงๆ เพราะมัันเกี่ยวพันกับกายภาพ เช่นฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ตอนนี้อายุ 37 แล้วก็คงต้องปล่อยมันไป

แต่ความฝันหลายอย่างไม่เกี่ยวกับอายุ

อยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักเขียน อยากออกเดินทาง

แน่นอนว่ามันไม่ง่าย ต้องใช้แรง และเวลา

แต่ยังไงเสียเวลาย่อมจะต้องผ่านไปอยู่แล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องเวลา

คำถามสำคัญคือคุณพร้อมจะออกแรงดูซักตั้งรึเปล่า

แบ่งเวลาวันนี้จากจอทีวี จอมือถือ และจอไอแพด ซัก 30 นาทีเพื่อเอาเมล็ดฝันลงดินแล้วลองรดน้ำใส่ปุ๋ยดู

วันละ 30 นาที หนึ่งปีก็ 180 ชั่วโมง 5 ปีก็เกือบ 1000 ชั่วโมงแล้ว

1000 ชั่วโมงนี่สร้างอะไรได้มากมายนะครับ

ถ้าเราทำมันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความเพียรและด้วยพลังงานบวก ยังไงมันก็ต้องออกดอกออกผลบ้างล่ะน่า

สิ่งที่อาจมีประโยชน์กว่า Passion

20101021_passion

คือความอดทนรอให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมัน

Patience and time do more than strength or passion.
-Jean de La Fontaine

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็นิยมจุดไฟให้ลุกโชนด้วยการค้นหา passion ของตัวเองให้เจอ

จนคนที่ไม่รู้ว่า passion ของตัวเองคืออะไรก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเราผิดปกติรึเปล่า

Passion มันดีตรงที่ทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังอยากลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี่

แต่ยิ่ง passion ร้อนแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสจะมอดเร็วขึ้นเท่านั้น เปรียบเหมือนไฟที่ยิ่งลุกโชนก็ยิ่งทำให้ฟืนหมดเร็ว

บางทีการมี passion ที่ไม่ร้อนแรงอาจเป็นคุณมากกว่า (ชื่อเล่นของมันคือ curiosity – ความสนใจ) เพราะมันอาจมากพอให้เราเริ่มทำอะไรซักอย่าง และน้อยพอที่เราจะไม่คาดหวังอะไรมากนัก

พอไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง พอไม่ผิดหวัง ก็เลยยังมีแรงทำต่อ

พอทำอย่างสม่ำเสมอ และใจเย็นพอที่จะรอให้การกระทำผลิดอกออกผล ก็เลยสำเร็จครับ

ความฝันเคาะประตู

20170917_knock

So many of our dreams at first seem impossible,
then they seem improbable,
and then, when we summon the will,
they soon become inevitable.

ตอนแรกความฝันมันอาจเป็นไปไม่ได้
จากนั้นความฝันอาจเป็นไปได้ยาก
และหากเราตั้งใจมากพอ
ฝันก็จะกลายเป็นจริงอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

-Christopher Reeve

—–

วันนี้ในเฟซบุ๊คของบอดี้แสลม พี่ตูนโพสท์รูปที่ถ่ายกับ “อัสนี-วสันต์” โดยขึ้นสเตตัสว่า “…แฮปปี้แมน 🙂 #ความสุขของอาทิฯ #ใช้ชีวิตให้สนุกครับ”

ผมเชื่อว่า “เด็กชายตูน” เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ต้องเคยมองพี่ป้อม-พี่โต๊ะเป็นฮีโร่เหมือนที่เด็กๆ หลายคนมองบอดี้แสลมในวันนี้ และเด็กชายตูนในวันนั้นก็อาจเคยมีความฝันว่าซักวันหนึ่งได้ร่วมงานพี่ๆ เขา

มาวันนี้ความฝันของเด็กชายตูนใกล้ความจริงขึ้นอีกนิดแล้ว

—–

ตอนเด็กๆ หากใครมาถามผมว่ามีความฝันอะไร คำตอบของผมน่าจะหนีไม่พ้นการได้ไปเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ประเทศอะไรไม่รู้สวยไปหมด บ้านก็สวย น้ำก็ใส ภูเขาก็ปกคลุมไปด้วยหิมะ เป็นประเทศที่ดีงามเสียจนพี่เบิร์ดธงไชยยังต้องไปซื้อบ้านพักตากอากาศที่นั่น

แต่ตอนนั้นผมก็รู้ด้วยว่าความฝันคงเป็นไปได้ยากมากๆ เพราะค่าครองชีพสวิตเซอร์แลนด์แพงติดอันดับต้นๆ ของโลก คงต้องรอให้เรียนจบ มีงานทำ และใช้เวลาซักพักเพื่อเก็บเงินได้ก้อนโตถึงจะพอมีโอกาสได้ไปท่องประเทศในฝันนี้

แต่แล้ววันหนึ่งสวิตเซอร์แลนด์ก็มาเคาะประตูโดยไม่ได้ตั้งตัว

ตอนผมเรียนอยู่ปี 3 อาจารย์ท่านหนึ่งมาบอกพวกเราเรื่องทุนไอเอสเต้  (IAESTE – International Association for the Exchange of Students for Technical Experience) โครงการนานาชาติที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาสายวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ได้ไปฝึกงานที่ต่างประเทศ

ผมจึงกับเพื่อนจึงไปสอบข้อเขียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (สมัยนั้นยังใช้ “สถาบัน” นำหน้า) พอสอบข้อเขียนผ่านก็ได้สอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ จะด้วยความฟลุ้คหรือวาสนาอันใดไม่รู้ ผมดันสอบได้อันดับหนึ่งในสายวิศวกรรมไฟฟ้า

ทุนฝึกงานต่างประเทศสายวิศวกรรมไฟฟ้าในปีนั้นมีอยู่ประมาณ 13 ทุน โดยทุนส่วนใหญ่มาจากบริษัทในเยอรมันนี แต่ก็มีหนึ่งทุนที่มาจากบริษัท ABB ในสวิตเซอร์แลนด์ ผมได้คะแนนอันดับหนึ่งเลยมีโอกาสได้เลือกเป็นคนแรกว่าอยากจะฝึกที่ไหนใน 13 บริษัทนี้ ซึ่งคำตอบผมก็มีเพียงคำตอบเดียวอยู่แล้ว

จากความฝันที่จะได้ไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ในอนาคตอันห่างไกล จู่ๆ ก็กลายเป็นจริงกว่าที่คิดเป็นสิบปี แถมยังได้ไปอยู่ที่นั่นถึง 3 เดือนแทนที่จะแค่ได้ไปเที่ยวเฉยๆ เสียด้วย

—–

เมื่อปี 2558 ตอนที่เริ่มเขียนบล็อกจริงๆ จังๆ ผมก็มีความฝันเล็กๆ ว่าจะได้ออกหนังสือเป็นของตัวเอง (กลับไปอ่าน “ร่องรอย” ของความฝันนั้นได้ในบทความ “ทำตามความฝัน”  ) ซึ่งตอนนั้นก็คิดว่าหากเขียนบล็อกวันละตอนไปซัก 3 ปี ผมก็น่าจะมีบทความที่ดีเพียงพอจะนำไปรวมเล่มได้บ้างแหละ

ปรากฎว่าเขียนไปได้แค่ปีกว่าๆ เท่านั้น “พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เจ้าของเพจ Trick of the Trade และผู้เขียนหนังสือ “ทำธุรกิจ คิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย” ก็ติดต่อมาชักชวนให้ผมออกหนังสือกับเขา โดยพี่ปิ๊กอาสาดูแลเรื่องการจัดหาทีมงานและค่าใช้จ่ายทุกอย่าง เรารวมตัวกันเมื่อกันยายนปี 2559 และหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ก็คลอดออกเมื่อเดือนที่แล้ว กลายเป็นหนังสือเล่มแรกของผม และเล่มแรกของสำนักพิมพ์ “อะไรเอ่ย” ของพี่ปิ๊กด้วย

—–

So many of our dreams at first seem impossible,
then they seem improbable,
and then, when we summon the will,
they soon become inevitable.

ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีความฝันกันทั้งนั้น

อาจมีหลายความฝันที่ไม่มีวันเป็นไปได้

และบางความฝันก็ยากที่จะเป็นไปได้

แต่ก็อาจมีบางความฝันที่กลายเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” หากโอกาสมาถึงในตอนที่เราพร้อม

เหมือนตอนที่ผมได้โอกาสเลือกว่าจะฝึกงาน IAESTE ที่ไหน นาทีที่ผมเลือกสวิตเซอร์แลนด์ ความฝันที่จะได้ไปเยือนสวิตฯ ก็กลายเป็นความจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปทันที

โอกาสจะมาถึงเมื่อไหร่ หรือจะมากถึงหรือเปล่า เราไม่มีทางรู้

สิ่งเดียวที่เราทำได้คือทำหน้าที่ของเราให้ถึงพร้อม

ถ้าจะเล่นดนตรีก็เล่นให้ดี แล้วคุณอาจได้ขึ้นเวทีกับฮีโร่ในวัยเด็ก

ถ้าเรียนก็เรียนให้ดี แล้วคุณอาจได้ทุนไปทำงานประเทศในฝัน

ถ้าคิดจะเขียนก็เขียนให้ดี แล้วคุณอาจจะได้ออกหนังสือ

ไม่มีอะไรการันตี มีแต่การเพิ่มความน่าจะเป็นเท่านั้น

ขอเพียงรู้ว่าต้องการอะไร และลงมือทำอย่างตั้งใจ

วันหนึ่ง ความฝันอาจจะมาเคาะประตูครับ

จงตามเสียงของหัวใจ

20170314_followyourheart

แต่อย่าลืมเอาสมองไปด้วย

“Follow your heart but take your brain with you.”
-Alfred Adler

วัยหนุ่มสาวคือวัยที่กำลังค้นหาว่าอะไรที่เหมาะกับตัวเอง อะไรคือสิ่งที่เป็น passion และทางไหนที่จะพาไปสู่จุดหมายที่ตัวเองฝันไว้

เปรียบได้กับการเดินขึ้นเขา บางคนเดินได้ครึ่งทางก็ชักไม่แน่ใจ เริ่มตั้งคำถามว่านี่คือภูเขาที่เราอยากปีนรึเปล่า หรือบนยอดเขาวิวจะสวยจริงรึเปล่า ซึ่งก็มีสองทางคือจะเดินลงเขานี้เพื่อไปขึ้นเขาอื่น หรือจะลองเดินขึ้นไปให้ถึงยอดเขาดูก่อนเพื่อจะได้รู้ว่าหมู่หรือจ่า

เสียงหนึ่งอาจบอกว่า ก็ต้องเดินขึ้นไปถึงยอดเขาก่อนสิ ไม่งั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าใช่ไม่ใช่

แต่อีกเสียงหนึ่งก็อาจบอกว่า ทางที่กำลังเดินอยู่มันหลุมบ่องูเงี้ยวเขี้ยวขอเยอะเหลือเกิน จะมาทนอยู่ทำไม ไปลองปีนเข้าลูกอื่นที่มันใช่กว่านี้ดีกว่า

แต่ต้องไม่ลืมว่าวิธีการไปถึงเป้าหมายมีได้หลายทาง เหมือนคนจะขึ้นเขา จะขึ้นจากทิศเหนือก็ได้ ขึ้นจากทิศใต้ก็ได้ หรือค่อยๆ เดินวนขึ้นไปก็ได้

แทนที่จะตะบี้ตะบันเดินขึ้นเขา หรือถอดใจไปเดินเขาอื่น มันอาจจะมีอีกหลายๆ ทางบนเขาลูกเดิมที่พร้อมให้เราเดินขึ้น ขอเพียงเราไตร่ตรองและพิจารณาดูดีๆ

เพราะการตามเสียงของหัวใจมันก็ดีอยู่หรอก แต่ใจคนเรามันเรรวนปรวนแปรจะตายไม่ใช่เหรอ

แถมไอ้สิ่งที่เราเรียกว่าเสียงของหัวใจน่ะ

บางทีอาจเป็นเพียงกิเลสที่ปลอมตัวมาก็ได้


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com