วิธีทำลายความฝันให้หมดจด

20200718

พี่เมฆ เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท Index Creative Village เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับ a day BULLETIN เมื่อปี 2555 ว่า

“เราไม่จำเป็นต้องได้ทุกอย่าง 100% เช่น เราเป็นคนชอบสะสมกีตาร์เบส เราเห็นกีตาร์ตัวหนึ่ง เราก็อยากได้ ไปตามหาหลายประเทศมาก ซึ่งในที่สุดก็ได้มา พอได้มามันก็จบ และมองหาตัวอื่นต่อเป็นตัวที่สาม คิดไปคิดมาก็บอกตัวเองว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องซื้อ มีสองตัวรุ่นเดียวกันก็เยอะพอแล้ว จะไปมีทำไมเป็นตัวที่สาม ในอีกแง่หนึ่งก็บอกตัวเองว่า นี่มันคืออีกสิ่งหนึ่งที่ตามหามาทั้งโลกเลยนะ สุดท้ายก็ติดสินใจว่าไม่เอาก็ได้ ความสุขมันอยู่ที่ตรงนี้มากกว่า ตรงที่เราเป็นคนเลือกที่จะเอาหรือไม่เอามันด้วยตัวเอง คือเรากลายเป็นคนเลือก เราไม่ได้เป็นทาสของมัน…การเอาชนะตัวเองด้วยการไม่ซื้อมันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ประมาณว่า เห็นไหม กูมีปัญญา แต่กูไม่ซื้อมึง มึงก็รอของมึงต่อไป จนทุกวันนี้ผมหยุดซื้อกีตาร์มาเป็นปีแล้ว เบื่อ เพราะบางครั้งซื้อมาก็ไม่ได้เล่น แต่ถึงยังไงผมก็ยังเหมือนเดิมตรงที่ไม่ว่าจะไปประเทศไหนก็ต้องไปร้านกีตาร์ ไปยืนดู ไปดมกลิ่น มีความสุข ซื้อไม่ซื้อก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

—–

เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ผมได้ไปเที่ยวเกียวโตกับแฟน และได้ไปทานร้านซูชิสายพานชื่อ Musashi ที่อยู่ตรงสถานีรถไฟเกียวโต ร้านนี้เป็นร้านดังใน Tripadvisor ต้องต่อคิวราวครึ่งชั่วโมงถึงจะได้กิน ผมตื่นตาตื่นใจมากเพราะซูชิจานละสองคำราคาแค่ไม่กี่สิบบาทแถมยังคุณภาพดีกว่าซูชิที่เคยได้กินที่เมืองไทย วันนั้นผมน่าจะซัดไปไม่น้อยกว่า 40 คำ เป็นมื้ออาหารที่ฟินมากๆ และบอกตัวเองกับแฟนว่าถ้าได้กลับมาเกียวโตอีกจะต้องมาซ้ำร้านนี้ให้ได้

กลับมาได้ไม่นานเราก็แต่งงาน แล้วแฟนก็ตั้งท้อง แล้วเราก็มีลูกสองคน จึงไม่ได้เดินทางไปไหนไกลๆ เลย ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าร้าน Musashi จะไม่ปิดไปเสียก่อน

เมื่อปีที่แล้ว เมื่อลูกเราโตพอที่จะฝากคนอื่นช่วยดูได้ เราจึงตัดสินใจไปเที่ยวญี่ปุ่นกันสองคน และคราวนี้เราใช้เกียวโตเป็นฐานที่มั่น จองโรงแรมใกล้สถานีเกียวโต 7 คืนรวด แน่นอนว่านอกจากเรื่องเดินทางสะดวกแล้ว ก็เพราะจะได้เดินมากินร้าน Musashi ตอนไหนก็ได้ แฟนบอกผมว่าอนุญาตให้กินเท่าไหร่ก็ได้ จะมาซ้ำสองสามรอบก็ได้ตามที่ต้องการ

วันที่เรากลับไปร้าน Musashi ตอนนั้นเวลาเพิ่ง 11 โมง คิวยังไม่ยาวมาก รอแค่ 10 นาทีก็ได้เข้าไปนั่งแล้ว บรรยากาศยังคึกคักเหมือนเดิม เราสองคนได้ไปนั่งเกือบสุดสายพาน สั่งซูชิมาหลายรูปแบบตามที่ใจอยาก

แต่ปรากฎว่าคราวนี้มันไม่ฟินเหมือนอย่างที่เคย

ตอนที่มากินมูซาชิครั้งแรก เมืองไทยยังมีแค่ร้านญี่ปุ่นแบบเชนอย่าง Zen และ ฟูจิ อยู่เลย ส่วนร้านแบบ stand alone ก็มักจะราคาแพงจนเอื้อมไม่ถึง พอได้กินที่ Musashi จึงรู้สึกว่าปลาคุณภาพดีกว่าที่เราเคยกิน แถมราคาก็ถูกกว่ามาก จึงได้ความประทับใจกลับไปเต็มกระเป๋า

แต่หลายปีที่ผ่านมา ร้านอาหารญี่ปุ่นเกิดใหม่เยอะมาก ราคาก็ถูกลง ผมเลยมีโอกาสได้กินอาหารญี่ปุ่นคุณภาพดีอยู่เรื่อยๆ พอได้มากินซูชิของ Musashi เป็นครั้งที่สอง มันก็เลยไม่ว้าวอีกต่อไปแล้ว จริงๆ ต้องบอกว่าหลายจานอร่อยสู้ที่เมืองไทยไม่ได้ด้วยซ้ำ

ความไม่ว้าวนี้เองที่ทำให้ผมไม่ได้กลับไปซ้ำ Musashi เป็นครั้งที่สาม แม้ว่าจะพักอยู่ใกล้ร้านแบบเดิน 10 นาทีถึงอยู่ถึง 1 สัปดาห์เต็ม

ความฝันที่ผมพกพามันไว้มาตลอด 7 ปีสิ้นสุดลงแค่ตรงนี้

—–

Mark Mansion ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือ Everything is F*cked, A Book About Hope ว่า

In this sense, success is in many ways far more precarious than failure. First, because the more you gain the more you have to lose, and second, because the more you have to lose, the harder it is to maintain hope. But more important, because by experiencing our hopes, we lose them. We see that our beautiful visions for a perfect future are not so perfect, that our dreams and aspirations are themselves riddled with unexpected flaws and unforeseen sacrifices.

Because the only thing that can ever truly destroy a dream is to have it come true.

วิธีทำลายความฝันให้หมดจด คือการทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา…

Life coach หลายคนบอกว่า เราต้องมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ และมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึง เราฟังแล้วเราก็กังวลว่าแล้วถ้าไปไม่ถึงล่ะมันจะไม่เหนื่อยเปล่าหรือ

แต่ในความเป็นจริง แม้จะไปถึงสิ่งที่เราตั้งไว้ มันก็ยังมีปัญหาอยู่ดี หนึ่งคือมันไม่ได้ฟินอย่างที่เราเคยคิด สองคือเมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วเราก็เหมือนสูญเสียเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของเราที่เป็นเหมือนดาวเหนือนำทางมาโดยตลอด สาม เราก็เลยต้องหาฝันที่ใหญ่และยากกว่าเดิมต่อไป กลายเป็นหนูถีบจักรที่เหนื่อยหนักกว่าเดิม

เมื่อรู้ดังนี้ บางทีเราจึงควรให้ความสำคัญกับการได้เดินสู่เป้าหมายมากกว่าการบรรลุเป้าหมายด้วยซ้ำไป

ฝึกตัวเองให้เป็นคนที่มีความสุขกับการเดินทาง โดยไม่จำเป็นต้องดิ้นรนหรือร้อนรนเพื่อไปให้ถึงปลายทางครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ตอนฝันให้คิดใหญ่ ตอนทำอะไรให้คิดเล็ก

20191019.png

When making plans, think big.
When making progress, think small.
-James Clear

เพราะความฝันคือการวาดสิ่งที่อยู่ในหัว คือการเต้นรำกับความเป็นไปได้ ขีดจำกัดมีเพียงความเชื่อและจินตนาการของเราเอง

ส่วนการลงมือทำ คือการเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาเป็นความจริง ซึ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา และแต่ละวันเราก็มีเวลาไม่มากนัก หากมัวแต่ตั้งความหวังว่าเราจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้ในวันนี้หรือในชั่วโมงนี้ เราก็อาจจะเกร็งจนไม่กล้าลงมือทำเสียที

จึงไม่ผิดที่จะฝันใหญ่ มองให้ไกลสุดขอบฟ้า แต่ตอนลงมือทำให้มองไม่เกินห้าเมตร

ยกตัวอย่างเช่นถ้าเรามีความฝันจะเขียนหนังสือ bestseller ตอนลงมือเขียน เราควรจะโฟกัสกับแค่หนึ่งย่อหน้า หนึ่งประโยค หรือแม้กระทั่งหนึ่งคำที่กำลังจะพิมพ์ลงไป

เมื่อคิดใหญ่ทำเล็ก เราจะสร้างความก้าวหน้าได้ทุกวัน โดยไม่จำเป็นต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ในวันไหนเลย

เพราะจะหนึ่งลี้หรือหมื่นลี้ ก็เดินได้แค่ทีละก้าวเท่านั้นครับ

เลิกพูดได้แล้ว

20190528_shhh

ว่าอยากเขียนหนังสือ

ว่าอยากวิ่งมาราธอน

ว่าอยากมีธุรกิจของตัวเอง

เพราะถ้าอยากทำจริงๆ เราคงทำไปนานแล้ว

ที่ยังไม่ได้ทำ เพราะว่าเรายังไม่ได้อยากทำจริงๆ ต่างหาก เราก็เลยมักอ้างว่า “ไม่มีเวลา” (แต่มีเวลาดูเน็ตฟลิกซ์นะ)

ถ้าไม่ได้อยากทำจริงๆ ก็อย่าพูดให้เสียเวลาคนฟัง

แต่ถ้าอยากทำจริงๆ ก็จงจัดสรรเวลา แล้วลงมือทำไปเลย

พูดแล้วไม่ทำ กับทำแล้วไม่พูด อย่างหลังเสียงดังกว่ากันเยอะนะครับ