ความฝันหมดอายุ

20180329_expireddreams

ตอนเด็กๆ เราอาจเคยบอกตัวเองว่า โตขึ้นอยากเข้ามหาลัยนี้ เรียนจบแล้วอยากทำงานบริษัทนี้ หรือมีเงินแล้วจะบินไปดูทีมฟุตบอลที่ตัวเองชอบ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลง

การศึกษาอาจมีทางเลือกใหม่ บริษัทในฝันอาจกำลังขาดทุนอย่างหนัก นักเตะที่เคยคลั่งไคล้อาจแขวนสตั๊ดไปหมดแล้ว

และที่สำคัญที่สุด ตัวเราในวันนี้ก็ไม่ใช่เราคนเดิมกับตอนที่ความฝันนั้นเกิดขึ้นมา

การทำตามความฝันเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสำรวจตัวเองว่าความฝันนั้นมันยังมีความหมายและสอดคล้องกับตัวตนของเรารึเปล่า

ถ้าฝันนั้นไม่ได้ spark joy สำหรับเราอีกต่อไป ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดที่จะวางมันลง

ไม่เหยาะแหยะกับความฝัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยึดติดกับความฝันที่หมดอายุไปแล้ว

จะได้เอาเวลาไปทุ่มเทแรงกายแรงใจกับสิ่งที่ใช่กับเราจริงๆ ครับ

—–

ผมจะไปเซ็นหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ บู๊ธซีเอ็ด วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.15-13.00 มาเจอกันได้นะครับ

คำถามสำคัญ

20171218_importantquestion

เราทุกคนล้วนมีความฝัน

บางคนฝันอยากมีซิกแพ็ค

บางคนฝันจะได้เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง

บางคนฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ startup

คำแนะนำที่เรามักได้ยินจาก life coach คือคุณต้องเขียนภาพความฝันนั้นให้ชัดเจน แปะลงข้างฝา แล้วบอกกับตัวเองทุกวัน (affirmations) ว่าฉันได้มันมาแล้ว

ซึ่งบางทีก็เวิร์ค แต่หลายครั้งก็ไม่

เพราะการฝันหวานไม่ใช่เรื่องยาก

จุดที่หลายคนสะดุดหรือยอมแพ้ไปก่อน คือ “ฝันร้าย” ที่ต้องผ่านก่อนที่ฝันหวานจะเป็นจริงต่างหาก

ฝันร้ายของคนอยากมีซิกแพ็คคือการต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ใช้ชีวิตอยู่ในฟิตเนสวันละสอง-สามชั่วโมง กินอาหารซ้ำซากที่ไม่มีความอร่อย ร่างกายที่เจ็บปวดทุกครั้งหลังออกกำลังกายเสร็จ

ฝันร้ายที่นักดนตรีต้องเจอก็เช่นการทะเลาะกับเพื่อนร่วมวง การซ้อมท่อนโซโล่ท่อนเดิมๆ นับร้อยๆ ครั้ง การวิ่งไปออดิชั่นตามร้านต่างๆ การเล่นดนตรีในร้านอาหารที่แสนจะผิดที่ผิดทางแถมไม่มีใครสนใจฟังเรา การแบกกีตาร์และอุปกรณ์หนักๆ ตระเวนตามร้านอยู่ทุกคืน การทำเดโมส่งไปแล้วไม่มีใครเรียก

ฝันร้ายที่คนทำ startup ต้องประสบ คือการพูดถึงโปรดักท์แล้วไม่มีใครเก็ท ทำโปรดักท์ออกมาแล้วมี bugs เยอะแยะจนน่าอาย รายได้ที่ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องพนักงาน ความเครียดจากความไม่แน่นอนว่าธุรกิจเราจะรุ่งหรือจะร่วง

ผมเองเคยอยากเป็นนั่นเป็นนี่เต็มไปหมด เคยอยากเป็นนักลงทุน Value Investor (VI) แต่ก็ไม่อยากมานั่งอ่านงบประมาณบริษัท อยากทำแอปมือถือแต่พอลองนั่งทำจริงๆ แล้วรู้สึกว่ามันยุ่งยากและไม่สนุก

จะมีแปลกอยู่หน่อยก็เรื่องการเขียนบล็อกนี่แหละ เพราะตอนที่เริ่มต้น ภาพของการเป็นบล็อกเกอร์ก็ไม่ได้ชัดหรือไม่ได้ตื่นเต้นเท่ากับนักลงทุน VI หรือนักพัฒนาแอปด้วยซ้ำ

แต่ในขณะที่ผมไม่ชอบ “ฝันร้าย” ของการเป็น VI หรือเป็นนักพัฒนาแอป แต่ผมกลับทนได้กับฝันร้ายของการเป็นบล็อกเกอร์

ทั้งการต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมาเขียนบล็อก (ขณะนี้เป็นเวลา 5.14) การหงุดหงิดกับตัวเองเวลาที่คิดเรื่องไม่ออก การต้องอ่านบทความเป็นสิบๆ เรื่องกว่าจะเจอเรื่องที่นำมาเขียนบล็อกได้ หรือการนั่งหน้าคอมเป็นเวลา 5-6 ชั่วโมงกว่าจะปั้นบทความดีๆ ซักตอน

แต่ผมก็ยังทนเขียนบล็อกมาได้ถึงทุกวันนี้

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “Passion ของคุณคืออะไร” หรือ “คุณต้องการอะไรในชีวิต”

คำถามสำคัญคือ “คุณพร้อมที่จะทนทุกข์กับเรื่องอะไร” มากกว่า

เพราะถ้าคุณไม่พร้อมจะทนทุกข์ไปกับมัน ก็แสดงว่าคุณไม่ได้ต้องการมันจริงๆ

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดเลยซักนิด

เพราะเมื่อเข้าใจตัวเองว่าเราไม่ได้ต้องการมันซักเท่าไหร่ เราก็จะได้เลิกฝันหวานกับเรื่องนี้ แล้วไปเริ่มต้นกับฝันอื่นที่เราพร้อมจะร่วมทุกข์-ร่วมสุขไปกับมันครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Mark Manson: The Most Important Question of Your Life 

จะมีอะไรน่าเศร้าไปกว่างานที่ทำไม่เสร็จ?

20171128_unfinished

ก็งานที่ไม่ได้เริ่มยังไงล่ะ

Can anything be sadder than work left unfinished? Yes, work never begun.
-Christina Rossetti

นี่คือยุคที่เรามีเครื่องมือทุ่นเวลามากกว่าทุกยุคที่ผ่านมา

และตลกร้ายก็คือเราดูจะมีเวลาเหลือน้อยกว่าทุกยุคที่ผ่านมาด้วย

และเวลาว่างที่มีอยู่เล็กน้อยก็มักจะโดนมือถือหรือไอแพดกลืนกินราวหลุมดำที่ดูดซับทุกอย่าง

ชีวิตที่เหลือจากการทำงานจึงหมดไปกับการเสพสื่อ

แต่การเสพอย่างเดียวไม่น่าจะทำให้เรามีความสุขได้

ความสุขจะเกิดขึ้นเมื่อเรารู้จักสร้างด้วย

ผมเชื่อว่าทุกคนมีหนังสืออยู่ในตัวอย่างน้อยคนละ 1 เล่ม มีเพลงอยู่ในตัวอย่างน้อยคนละ 1 เพลง มีกวีอยู่ในตัวอย่างน้อยคนละ 1 บท

แต่หากเราเอาแต่เสพ เราก็จะไม่มีเวลาเขียนหนังสือ ไม่มีเวลาแต่งเพลง และไม่เหลือเวลาร่ายกวี

หากพลังงานสร้างสรรค์เหล่านี้ถูกฝังกลบอยู่ในตัวเราไปตลอดชีวิต ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายสุดๆ

Can anything be sadder than work left unfinished? Yes, work never begun.

มีอะไรดีๆ อยู่ในตัวก็ปล่อยมันออกมาเถอะนะครับ

เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่า งานของคุณมันมีความหมายมากเพียงใด จนกว่าคุณจะนำมันออกมาให้โลกเห็น


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

อย่าทิ้งฝันเพียงเพราะมันต้องใช้เวลา

20171107_taketime

เพราะยังไงๆ เวลาต้องผ่านพ้นไปอยู่แล้ว

“Never give up on a dream just because of the time it will take to accomplish it. The time will pass anyway.”
-Earl Nightingale

ตอนเด็กๆ เราล้วนมีความฝันกันทั้งนั้น

พอขึ้นมัธยมหรือเรียนมหาวิทยาลัย เราก็ยังมีความฝันอยู่ เพียงแต่ฝันอาจเปลี่ยนไปนิดหน่อยให้มันชิคมันคูลขึ้น

พอเรียนจบออกมา ต้องทำงานหาเงินเอง ต้องรับภาระ ต้องเผชิญโลกแห่งความจริงมากๆ เข้า ความฝันก็เลยค่อยๆ จางหายไปทีละฝันสองฝัน

แล้วถึงวันหนึ่ง ความฝันก็หมดไป เหลือไว้เพียงความรับผิดชอบ

ถ้าชีวิตถึงจุดนี้ ก็อาจจะแห้งผากไปหน่อยนะครับ

“ความเป็นผู้ใหญ่” หลายครั้งก็มาพร้อมกับชุดความเชื่อที่ว่า เราไม่อาจเป็นอย่างที่เราฝันได้หรอก เพราะเราเก่งไม่พอ ทุนไม่พอ มีเวลาไม่พอ

สารพัดสารพันเหตุผลที่จะหยิบยกขึ้นมา

ความฝันบางอย่าง มันอาจจะหมดอายุไปแล้วจริงๆ เพราะมัันเกี่ยวพันกับกายภาพ เช่นฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ตอนนี้อายุ 37 แล้วก็คงต้องปล่อยมันไป

แต่ความฝันหลายอย่างไม่เกี่ยวกับอายุ

อยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักเขียน อยากออกเดินทาง

แน่นอนว่ามันไม่ง่าย ต้องใช้แรง และเวลา

แต่ยังไงเสียเวลาย่อมจะต้องผ่านไปอยู่แล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องเวลา

คำถามสำคัญคือคุณพร้อมจะออกแรงดูซักตั้งรึเปล่า

แบ่งเวลาวันนี้จากจอทีวี จอมือถือ และจอไอแพด ซัก 30 นาทีเพื่อเอาเมล็ดฝันลงดินแล้วลองรดน้ำใส่ปุ๋ยดู

วันละ 30 นาที หนึ่งปีก็ 180 ชั่วโมง 5 ปีก็เกือบ 1000 ชั่วโมงแล้ว

1000 ชั่วโมงนี่สร้างอะไรได้มากมายนะครับ

ถ้าเราทำมันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความเพียรและด้วยพลังงานบวก ยังไงมันก็ต้องออกดอกออกผลบ้างล่ะน่า

สิ่งที่อาจมีประโยชน์กว่า Passion

20101021_passion

คือความอดทนรอให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมัน

Patience and time do more than strength or passion.
-Jean de La Fontaine

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็นิยมจุดไฟให้ลุกโชนด้วยการค้นหา passion ของตัวเองให้เจอ

จนคนที่ไม่รู้ว่า passion ของตัวเองคืออะไรก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเราผิดปกติรึเปล่า

Passion มันดีตรงที่ทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังอยากลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี่

แต่ยิ่ง passion ร้อนแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสจะมอดเร็วขึ้นเท่านั้น เปรียบเหมือนไฟที่ยิ่งลุกโชนก็ยิ่งทำให้ฟืนหมดเร็ว

บางทีการมี passion ที่ไม่ร้อนแรงอาจเป็นคุณมากกว่า (ชื่อเล่นของมันคือ curiosity – ความสนใจ) เพราะมันอาจมากพอให้เราเริ่มทำอะไรซักอย่าง และน้อยพอที่เราจะไม่คาดหวังอะไรมากนัก

พอไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง พอไม่ผิดหวัง ก็เลยยังมีแรงทำต่อ

พอทำอย่างสม่ำเสมอ และใจเย็นพอที่จะรอให้การกระทำผลิดอกออกผล ก็เลยสำเร็จครับ

ความฝันเคาะประตู

20170917_knock

So many of our dreams at first seem impossible,
then they seem improbable,
and then, when we summon the will,
they soon become inevitable.

ตอนแรกความฝันมันอาจเป็นไปไม่ได้
จากนั้นความฝันอาจเป็นไปได้ยาก
และหากเราตั้งใจมากพอ
ฝันก็จะกลายเป็นจริงอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

-Christopher Reeve

—–

วันนี้ในเฟซบุ๊คของบอดี้แสลม พี่ตูนโพสท์รูปที่ถ่ายกับ “อัสนี-วสันต์” โดยขึ้นสเตตัสว่า “…แฮปปี้แมน 🙂 #ความสุขของอาทิฯ #ใช้ชีวิตให้สนุกครับ”

ผมเชื่อว่า “เด็กชายตูน” เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ต้องเคยมองพี่ป้อม-พี่โต๊ะเป็นฮีโร่เหมือนที่เด็กๆ หลายคนมองบอดี้แสลมในวันนี้ และเด็กชายตูนในวันนั้นก็อาจเคยมีความฝันว่าซักวันหนึ่งได้ร่วมงานพี่ๆ เขา

มาวันนี้ความฝันของเด็กชายตูนใกล้ความจริงขึ้นอีกนิดแล้ว

—–

ตอนเด็กๆ หากใครมาถามผมว่ามีความฝันอะไร คำตอบของผมน่าจะหนีไม่พ้นการได้ไปเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ประเทศอะไรไม่รู้สวยไปหมด บ้านก็สวย น้ำก็ใส ภูเขาก็ปกคลุมไปด้วยหิมะ เป็นประเทศที่ดีงามเสียจนพี่เบิร์ดธงไชยยังต้องไปซื้อบ้านพักตากอากาศที่นั่น

แต่ตอนนั้นผมก็รู้ด้วยว่าความฝันคงเป็นไปได้ยากมากๆ เพราะค่าครองชีพสวิตเซอร์แลนด์แพงติดอันดับต้นๆ ของโลก คงต้องรอให้เรียนจบ มีงานทำ และใช้เวลาซักพักเพื่อเก็บเงินได้ก้อนโตถึงจะพอมีโอกาสได้ไปท่องประเทศในฝันนี้

แต่แล้ววันหนึ่งสวิตเซอร์แลนด์ก็มาเคาะประตูโดยไม่ได้ตั้งตัว

ตอนผมเรียนอยู่ปี 3 อาจารย์ท่านหนึ่งมาบอกพวกเราเรื่องทุนไอเอสเต้  (IAESTE – International Association for the Exchange of Students for Technical Experience) โครงการนานาชาติที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาสายวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ได้ไปฝึกงานที่ต่างประเทศ

ผมจึงกับเพื่อนจึงไปสอบข้อเขียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (สมัยนั้นยังใช้ “สถาบัน” นำหน้า) พอสอบข้อเขียนผ่านก็ได้สอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ จะด้วยความฟลุ้คหรือวาสนาอันใดไม่รู้ ผมดันสอบได้อันดับหนึ่งในสายวิศวกรรมไฟฟ้า

ทุนฝึกงานต่างประเทศสายวิศวกรรมไฟฟ้าในปีนั้นมีอยู่ประมาณ 13 ทุน โดยทุนส่วนใหญ่มาจากบริษัทในเยอรมันนี แต่ก็มีหนึ่งทุนที่มาจากบริษัท ABB ในสวิตเซอร์แลนด์ ผมได้คะแนนอันดับหนึ่งเลยมีโอกาสได้เลือกเป็นคนแรกว่าอยากจะฝึกที่ไหนใน 13 บริษัทนี้ ซึ่งคำตอบผมก็มีเพียงคำตอบเดียวอยู่แล้ว

จากความฝันที่จะได้ไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ในอนาคตอันห่างไกล จู่ๆ ก็กลายเป็นจริงกว่าที่คิดเป็นสิบปี แถมยังได้ไปอยู่ที่นั่นถึง 3 เดือนแทนที่จะแค่ได้ไปเที่ยวเฉยๆ เสียด้วย

—–

เมื่อปี 2558 ตอนที่เริ่มเขียนบล็อกจริงๆ จังๆ ผมก็มีความฝันเล็กๆ ว่าจะได้ออกหนังสือเป็นของตัวเอง (กลับไปอ่าน “ร่องรอย” ของความฝันนั้นได้ในบทความ “ทำตามความฝัน”  ) ซึ่งตอนนั้นก็คิดว่าหากเขียนบล็อกวันละตอนไปซัก 3 ปี ผมก็น่าจะมีบทความที่ดีเพียงพอจะนำไปรวมเล่มได้บ้างแหละ

ปรากฎว่าเขียนไปได้แค่ปีกว่าๆ เท่านั้น “พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เจ้าของเพจ Trick of the Trade และผู้เขียนหนังสือ “ทำธุรกิจ คิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย” ก็ติดต่อมาชักชวนให้ผมออกหนังสือกับเขา โดยพี่ปิ๊กอาสาดูแลเรื่องการจัดหาทีมงานและค่าใช้จ่ายทุกอย่าง เรารวมตัวกันเมื่อกันยายนปี 2559 และหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ก็คลอดออกเมื่อเดือนที่แล้ว กลายเป็นหนังสือเล่มแรกของผม และเล่มแรกของสำนักพิมพ์ “อะไรเอ่ย” ของพี่ปิ๊กด้วย

—–

So many of our dreams at first seem impossible,
then they seem improbable,
and then, when we summon the will,
they soon become inevitable.

ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีความฝันกันทั้งนั้น

อาจมีหลายความฝันที่ไม่มีวันเป็นไปได้

และบางความฝันก็ยากที่จะเป็นไปได้

แต่ก็อาจมีบางความฝันที่กลายเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” หากโอกาสมาถึงในตอนที่เราพร้อม

เหมือนตอนที่ผมได้โอกาสเลือกว่าจะฝึกงาน IAESTE ที่ไหน นาทีที่ผมเลือกสวิตเซอร์แลนด์ ความฝันที่จะได้ไปเยือนสวิตฯ ก็กลายเป็นความจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปทันที

โอกาสจะมาถึงเมื่อไหร่ หรือจะมากถึงหรือเปล่า เราไม่มีทางรู้

สิ่งเดียวที่เราทำได้คือทำหน้าที่ของเราให้ถึงพร้อม

ถ้าจะเล่นดนตรีก็เล่นให้ดี แล้วคุณอาจได้ขึ้นเวทีกับฮีโร่ในวัยเด็ก

ถ้าเรียนก็เรียนให้ดี แล้วคุณอาจได้ทุนไปทำงานประเทศในฝัน

ถ้าคิดจะเขียนก็เขียนให้ดี แล้วคุณอาจจะได้ออกหนังสือ

ไม่มีอะไรการันตี มีแต่การเพิ่มความน่าจะเป็นเท่านั้น

ขอเพียงรู้ว่าต้องการอะไร และลงมือทำอย่างตั้งใจ

วันหนึ่ง ความฝันอาจจะมาเคาะประตูครับ

จงตามเสียงของหัวใจ

20170314_followyourheart

แต่อย่าลืมเอาสมองไปด้วย

“Follow your heart but take your brain with you.”
-Alfred Adler

วัยหนุ่มสาวคือวัยที่กำลังค้นหาว่าอะไรที่เหมาะกับตัวเอง อะไรคือสิ่งที่เป็น passion และทางไหนที่จะพาไปสู่จุดหมายที่ตัวเองฝันไว้

เปรียบได้กับการเดินขึ้นเขา บางคนเดินได้ครึ่งทางก็ชักไม่แน่ใจ เริ่มตั้งคำถามว่านี่คือภูเขาที่เราอยากปีนรึเปล่า หรือบนยอดเขาวิวจะสวยจริงรึเปล่า ซึ่งก็มีสองทางคือจะเดินลงเขานี้เพื่อไปขึ้นเขาอื่น หรือจะลองเดินขึ้นไปให้ถึงยอดเขาดูก่อนเพื่อจะได้รู้ว่าหมู่หรือจ่า

เสียงหนึ่งอาจบอกว่า ก็ต้องเดินขึ้นไปถึงยอดเขาก่อนสิ ไม่งั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าใช่ไม่ใช่

แต่อีกเสียงหนึ่งก็อาจบอกว่า ทางที่กำลังเดินอยู่มันหลุมบ่องูเงี้ยวเขี้ยวขอเยอะเหลือเกิน จะมาทนอยู่ทำไม ไปลองปีนเข้าลูกอื่นที่มันใช่กว่านี้ดีกว่า

แต่ต้องไม่ลืมว่าวิธีการไปถึงเป้าหมายมีได้หลายทาง เหมือนคนจะขึ้นเขา จะขึ้นจากทิศเหนือก็ได้ ขึ้นจากทิศใต้ก็ได้ หรือค่อยๆ เดินวนขึ้นไปก็ได้

แทนที่จะตะบี้ตะบันเดินขึ้นเขา หรือถอดใจไปเดินเขาอื่น มันอาจจะมีอีกหลายๆ ทางบนเขาลูกเดิมที่พร้อมให้เราเดินขึ้น ขอเพียงเราไตร่ตรองและพิจารณาดูดีๆ

เพราะการตามเสียงของหัวใจมันก็ดีอยู่หรอก แต่ใจคนเรามันเรรวนปรวนแปรจะตายไม่ใช่เหรอ

แถมไอ้สิ่งที่เราเรียกว่าเสียงของหัวใจน่ะ

บางทีอาจเป็นเพียงกิเลสที่ปลอมตัวมาก็ได้


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วันหนึ่งหรือนับหนึ่ง

20170117_oneday

One day or Day One. You decide.
-Anonymous


มีอะไรที่เราอยากทำมานานแล้ว และคอยบอกตัวเองว่าซักวันหนึ่งเราจะทำบ้างมั้ยครับ?

และเวลาก็ผ่านไปหลายเดือนหรือแม้กระทั่งหลายปี ก็ไม่ได้เริ่มซักที

ทั้งๆ ที่การเริ่มต้นนั้นง่ายกว่าที่คิด

อาจจะเป็นการเข้ากูเกิ้ลหาข้อมูล หรือนั่งลิสต์สิ่งที่ต้องทำ หรือยกหูโทร.หาเพื่อนที่น่าจะให้ความกระจ่างบางอย่างได้

เปลี่ยน one day เป็น Day One แล้วความฝันบางอย่างอาจไม่ได้ไกลอย่างที่คิดนะครับ


ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

การพนันที่เสี่ยงที่สุด

20161205_rikiest

คือการใช้ชีวิตโดยไม่ได้ทำสิ่งที่เราต้องการ โดยเดิมพันว่าเราจะมีโอกาสได้ทำมันในอนาคต

“And then there is the most dangerous risk of all — the risk of spending your life not doing what you want on the bet you can buy yourself the freedom to do it later.”

― Randy Komisar

พระท่านเคยบอกไว้ว่า พรุ่งนี้กับชาติหน้าอะไรจะมาก่อนกันเราก็ยังไม่รู้เลย

เพราะฉะนั้น กิจที่ควรทำในวันนี้ก็ควรทำซะ อย่ามัวแต่นิ่งนอนใจเพราะคิดว่าพรุ่งนี้ยังมีและเวลายังเหลือ

บางคนก็แนะนำว่า ให้ลองคิดเสียว่าเราเป็นโรคร้ายแล้วมีเวลาเหลืออีก 30 วัน เราจะทำอะไร คำตอบจากตรงนี้จะช่วยให้เราชัดเจนขึ้นว่ามีสิ่งใดที่เราอยากทำแต่ละเลยมานานแสนนานเพราะเมฆหมอกแห่งความรับผิดชอบด้านอื่นๆ บดบังเอาไว้

แน่นอน ถ้าคำตอบคือออกเที่ยวรอบโลก เราคงไม่สามารถลาออกและไปเที่ยวรอบโลกได้ทันที เพราะแต่ละคนก็มีภาระและหน้าที่และคนที่ต้องดูแล

แต่เราสามารถเปิดเว็บจองตั๋วเครื่องบินหนึ่งในประเทศที่เราอยากไปที่สุดได้ – ทำได้เดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ

เหมือนที่เคยเขียนไว้ในคำถามหนึ่งล้านเหรียญว่า  ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เราจะทำอะไร เมื่อรู้แล้วก็เริ่มลงมือทำตามกำลังที่พอจะทำได้เสียแต่วันรี้

เพราะบางความฝันมีวันหมดอายุ แถมบางครั้งเราก็หมดอายุก่อนความฝันซะอีก

มีอะไรที่อยากทำและควรทำ ก็อย่านิ่งนอนใจอยู่เลยนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com