เรารู้ทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้อยู่แล้ว

20181005_alreadyknow

เราทุกคนต่างมีความฝันที่อยากจะริเริ่มอะไรใหม่ๆ

เปิดบล็อก, ทำ vlog บน Youtube, ทำธุรกิจส่วนตัว และอื่นๆ อีกมากมาย

คนไม่น้อยที่รู้สึกว่าตัวเองยังมีความรู้ไม่พอ จึงใช้เวลามากมายไปกับการค้นคว้าหาความรู้

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันจะเริ่มผิดเมื่อเราใช้การค้นคว้านั้นมาเป็นข้ออ้างให้ไม่ได้ลงมือทำเสียที

เพราะต่อให้อ่านให้ดูมากเท่าไหร่ก็ไม่มีทางที่จะรู้หมดอยู่แล้ว

รู้แค่ 2 ใน 10 ก็พอ จากนั้นก็ปิดตำราแล้วเริ่มลงมือทำดีกว่า

พอลงมือแล้วก็จะเจอปัญหา พอเจอปัญหาก็ค่อยๆ แก้กันไป แล้วเราก็จะเก่งขึ้นเองตามธรรมชาติ จาก 2 ไป 3 จาก 3 ไป 4 เรื่อยไปจนถึง 8 9 10

เรารู้ทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้อยู่แล้ว จงอย่าหลบซ่อนหรือวิ่งหนีอีกเลย

นิทาน Comfort Zone

20180917_comfortzone

เมื่อวานนี้ผมเขียนถึงชายผู้ถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงานไป มีผู้อ่านเข้ามาแสดงความเห็นหลายท่าน มีท่านหนึ่งถามคำถามน่าสนใจว่า การที่ผู้ชายคนนี้ปฏิเสธที่จะลองสัมภาษณ์ตำแหน่งงานที่สูงกว่าเดิมเพื่อจะได้มีเวลากับครอบครัว แสดงว่าเขากำลังอยู่ใน comfort zone อยู่รึเปล่า

ผมจึงตอบไปว่า หรือเราจะโดนนิทาน comfort zone หลอกเราอยู่?

พวกเรามักจะลืมคิดไปว่า เรื่องราวต่างๆ ที่เรายึดมั่นว่าเป็นความจริงนั้น ส่วนใหญ่มันเป็นนิทานที่เราเลือกที่จะเชื่อเท่านั้น (อ่านโดยละเอียดได้ในบทความ คุณจะเชื่อนิทานเรื่องไหน)

นิทาน comfort zone บอกเราว่า เราต้องไม่กลัวที่จะออกจากพื้นที่ comfort zone ของเรา เราต้องกล้าทำอะไรที่ยากกว่าเดิม เสี่ยงกว่าเดิม เราจะได้เติบโต และสุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับมามันจะเหนือกว่าการที่เราเอาแต่อยู่ใน comfort zone แน่นอน

ซึ่งเอาจริงๆ ผมก็เชื่อนิทานเรื่องนี้มาตลอดนะครับ

แต่ผมก็กลับฉุกคิดได้ว่า การออกจาก comfort zone ที่เราได้ยินมา มักจะผูกติดกับเรื่องงานเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่มันแทบไม่เคยพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์เลย

นิทาน comfort zone จึงเชียร์ให้เราออกไปพูดต่อหน้าธารกำนัล แต่ไม่เคยเชียร์ให้เราคุยกับพ่อให้มากขึ้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้เราออกไปตามหาความฝัน แต่ไม่เคยสอนให้เรากลับบ้านเร็ว

นิทานบอกให้เรากล้าทักทายคนแปลกหน้า แต่ไม่เคยบอกให้เราสะสางเรื่องค้างคาใจกับคนที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด

ผู้ชายคนที่ผมพูดถึงเมื่อวาน การที่เขาปฏิเสธการเปลี่ยนงานเพราะอยากจะทำหน้าที่เป็นพ่อที่ดี อาจไม่ใช่คนที่ขาดความกล้าก็ได้

จริงๆ แล้วเขาอาจมีความกล้ามากกว่าพวกเราที่ป่าวประกาศว่าเราต้องออกจาก comfort zone เสียอีก

การที่เขาเลือกที่จะไม่เปลี่ยนงาน เลือกที่จะมีเงินเดือนเท่าเดิม เลือกที่จะลางานเพื่อไปร่วมประชุมผู้ปกครองทุกครั้ง ก็คือการออกจาก comfort zone แบบหนึ่งเช่นกัน

เพราะมันไม่ง่ายเลยที่จะเลือกให้ความสำคัญกับครอบครัวในขณะที่ทั้งโลกตะโกนบอกว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตในหน้าที่การงานและความมั่นคงทางการเงิน

นิทาน comfort zone เวอร์ชั่นที่เราฟังและเชื่อตามกันมา จึงอาจยังไม่สมบูรณ์นัก

และเราคงมิอาจตัดสินได้ว่าคนๆ หนึ่งติดอยู่ใน comfort zone

เพราะเขาอาจจะกำลังออกจาก comfort zone ในมิติอื่นๆ ของชีวิตอยู่ก็ได้

มิติที่เราเองไม่กล้าแม้แต่คิดจะทำด้วยซ้ำไปครับ

ความเสี่ยงที่สุดของชีวิต

20180905_biggestrisk

คือการไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย

“The biggest risk of all is not taking one.”
-Mellody Hobson

ในสมองส่วนกลางของเรามีส่วนหนึ่งที่เรียกว่าอะมิกดาลา (amygdala) ที่คอยกระตุ้นว่าเราจะสู้หรือจะหนี (fight or flight) เวลาเจอสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตราย

เมื่ออะมิกดาลาตื่นขึ้น สมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลจะถูกเบียดบัง เพราะพลังงานทั้งหมดจำเป็นต้องถูกส่งไปตามกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เพื่อให้เราสู้หรือหนีได้สำเร็จ

การทำงานของอะมิกดาลานั้นสำคัญอย่างมากเมื่อ 50,000 ปีที่แล้ว สมัยที่มนุษย์ยังต้องเข้าป่าล่าสัตว์และมีชีวิตอยู่กับความเป็นความตายทุกนาที

มาสมัยนี้ พวกเราส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชุมชนและเมืองใหญ่ โอกาสที่จะเจอความเสี่ยงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตนั้นมีน้อยมาก

แต่อะมิกดาลาก็ยังทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมเหมือนเมื่อ 50,000 ปีที่แล้ว เจออะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อย อะมิกดาลาก็จะตื่นทันที

เมื่อเรากลัว เราจึงโยนเหตุและผลทิ้งลงแม่น้ำ ทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่เรากลัวเกินกว่าเหตุทั้งนั้น

– ยกมือถามคำถาม
– เข้าไปคุยกับหัวหน้า
– ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้
– พูดคุยกับสาวสวย/หนุ่มหล่อ
– ทำงานที่ไม่ถนัด
– พูดต่อหน้าคนเยอะๆ

เรื่องเหล่านี้ ต่อให้ผิดพลาดแค่ไหนก็ไม่มีอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่เราก็ยังวิตกและหลีกเลี่ยงมันตลอดมา

พอเราหนี ก็เลยไม่ได้ทำ ก็เลยไม่มั่นใจ ก็เลยยังกลัว ก็เลยยังต้องหนีต่อไป

ถ้าเราไม่เผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย แล้วเราจะเติบโตได้อย่างไร

พอกลัวไปหมด ทางเลือกในการใช้ชีวิตก็เหลือน้อย บางทีน้อยเสียจนไม่อาจเรียกได้ว่าใช้ชีวิต

พึงระลึกว่า 99% ของสิ่งที่เรากลัว เรากำลังกลัวเกินกว่าเหตุ อันเกิดมาจากกลไกของสมองที่ตามไม่ทันยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

เลิกกลัวสิ่งที่ไม่ควรกลัว กล้าในสิ่งที่ควรกล้า แล้วชีวิตจะมีชีวามากขึ้นครับ

วันที่คนไทยทุกคนจดจำได้

20180703_remember

สำหรับคนที่อายุเกิน 30 ปี ผมเชื่อว่ามีอย่างน้อย 3 เหตุการณ์ที่พวกเราทุกคนจดจำได้ในระดับที่ว่าตอนที่เรารับรู้เหตุการณ์นั้นเรากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน และอยู่กับใคร

11 กันยายน 2544
ผมกำลังอยู่ในห้องที่หอพักนักศึกษา เพื่อนห้องข้างๆ วิ่งมาบอกว่า เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด! แว้บแรกผมนึกว่าเป็นห้างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ตรงราชประสงค์ (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นเซ็นทรัลเวิลด์) แต่เพื่อนบอกว่าไม่ใช่ เป็นตึกเวิลด์เทรดที่นิวยอร์ค เราวิ่งลงไปที่ห้องคอมมอนรูมที่ชั้นหนึ่งฝั่งหอหญิง นักศึกษาและอาจารย์หลายสิบคนกำลังยืนมุงดูทีวี ภาพเครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดนั้นราวกับฉากในหนังฮอลลีวู้ด

26 ธันวาคม 2547
ผมกับเพื่อนสมัยม.ต้นเพิ่งกลับลงมาจากไปเที่ยวอำเภอปาย พวกเราจึงแวะ Love at first bite ร้านเค้กชื่อดังในเชียงใหม่ ระหว่างนั่งกินเค้กมะพร้าวอย่างเอร็ดอร่อย เพื่อนคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า ที่ภูเก็ตมีแผ่นดินไหว ดูน่าจะรุนแรงพอดู เรายังพูดติดตลกกันอยู่เลยว่าแผ่นดินไหวอย่างนี้จะมีสึนามิรึเปล่า

ต้องรอจนกลับถึงกรุงเทพและได้เปิดดูทีวี ถึงจะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายรุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก

13 ตุลาคม 2559
เราได้ยินข่าวลือที่ทำให้ใจไม่ดีมาหลายวันแล้ว ตอนแรกนายกจะออกมาแถลงข่าวตอน 6 โมงเย็น ผมเลยรอฟังอยู่ที่ออฟฟิศ แต่พอรู้ว่าเขาเลื่อนไปเป็นตอน 1 ทุ่มแทน เลยตัดสินใจกลับบ้าน เพราะคิดว่าถ้าต้องรับฟังข่าวร้าย ก็ขออยู่ใกล้ๆ คนที่เรารัก

วันนั้นรถเยอะเป็นพิเศษ เมื่อถึงเวลาหนึ่งทุ่มตรง ผมจึงยังอยู่ในรถคนเดียวแถวสามแยกพัฒนาการ 25

เปิดวิทยุฟังผู้ประกาศข่าวจบแล้วก็น้ำตาไหลอยู่คนเดียว เร่งเครื่องขึ้นเล็กน้อยเพราะอยากถึงบ้านเร็วๆ สิ่งแรกที่ทำตอนกลับถึงบ้านคือกอดกับแฟน

—–

ผมรู้สึกมาซักพักแล้วว่า ทำไมเหตุการณ์ที่ผมจดจำได้ และคิดว่าคนไทยทุกคนจดจำได้ จึงมักจะมีแต่เรื่องแย่ๆ

แต่ในปีที่ผ่านมาก็มีสองเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดไป

25 ธันวาคม 2560
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ผมยังอยู่ที่ออฟฟิศ Wongnai ระหว่างเดินไปหาอะไรกินในห้องครัว น้องก็ตะโกนว่า “พี่ตูนกำลังจะวิ่งเข้าเส้นชัยแล้วพี่” ผมจึงไปดู Facebook Live ของโครงการก้าวคนละก้าว กับน้องเขาด้วย

พี่ตูนและทีมงานค่อยๆ วิ่งอย่างช้าๆ ส่งยิ้มและโบกมือทักทายให้กับผู้คนที่มาให้กำลังใจสองข้างทางในอำเภอแม่สาย

เมื่อถึงเส้นชัย พี่ตูนหยุดยืนหน้านิ่งชูหนึ่งนิ้ว เป็นภาพที่น่าจะติดตาคนไทยหลายๆ คนไปอีกนาน

3 กรกฎาคม 2561 (วันนี้)
ผมกำลังนั่งทานข้าวเช้าที่บ้าน ข้างๆ มีปรายฝน ลูกสาววัยย่างสามขวบที่มาอ้อนให้พ่อช่วยป้อนข้าวให้หน่อย ป้อนข้าวไปได้ประมาณ 4 ช้อน ผมก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิด Facebook โพสต์แรกที่ผมเห็นเป็นของเพจ Bodyslam ซึ่งแชร์วีดีโอของเพจ Thai NavySEAL ที่มีแคปชั่นว่า

Hooyah…..ทีมหมูป่า

พบเยาวชนทีมหมูป่าบริเวณหาดทรายห่างจาก Pattaya beach 200 เมตร โดยนักดำน้ำหน่วยซีลดำน้ำวางไลน์เชือกนำทาง ร่วมกับนักดำน้ำจากประเทศอังกฤษ ระยะทางจากห้องโถง 3 ยาว 1,900 เมตร เมื่อเวลา 21.38 น. คืนวันที่ 2 กรกฎาคม 2561

 

ในวีดีโอเป็นเด็กใส่ชุดฟุตบอลสีแดงสิบกว่าคน นั่งกันอยู่ในถ้ำมืดๆ พวกเขาติดอยู่ในนี้โดยคงไม่รู้เลยว่าสิบวันที่ผ่านมามีคนมากมายแค่ไหนที่ร่วมลุ้นร่วมภาวนาอยู่ข้างนอก

ณ ตอนนี้ เรื่องราวในความทรงจำของผมมีทั้งหมด 5 เหตุการณ์ เป็นร้าย 3 ดี 2

แต่อนาคต ถ้าเราสามัคคีกันและทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถ เราอาจจะมีเหตุการณ์ดีๆ อีกหลายอย่างที่จะกลายเป็นนาทีแห่งความทรงจำเพิ่มขึ้นก็ได้ เช่น

– นาทีที่ไทยได้ไปบอลโลก
– นาทีที่คนไทยขึ้นรับรางวัลโนเบล
– นาทีที่คนไทยได้ออกไปท่องอวกาศ

บางคนอาจจะคิดว่าต้องอาศัยปาฏิหาริย์เท่านั้น

ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะ เพราะคนอย่างพี่ตูนและหน่วยซีลก็สอนให้เรารู้แล้วว่าปาฏิหาริย์นั้นมีอยู่จริงและเกิดขึ้นได้

แต่ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นเฉพาะกับคนกล้า

กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะลงมือทำ และกล้าที่จะไม่ยอมแพ้ครับ