Jack Ma แนะนำการทำงานในแต่ละช่วงอายุ

20-30 ปี ลองหางานในบริษัทเล็กๆ ถ้าได้ทำงานบริษัทใหญ่ แม้จะได้เรียนรู้เรื่อง process และ system แต่เราจะเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ในเครื่องจักรขนาดมหึมา แต่ถ้าเราทำงานบริษัทเล็ก เราจะได้เรียนรู้เรื่อง passion และความใฝ่ฝัน เราจะได้ลองทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมๆ กัน ในช่วงชีวิตนี้ การทำงานกับบริษัทไหนจึงไม่สำคัญเท่ากับว่าเราทำงานให้กับหัวหน้าคนไหน เพราะหัวหน้าที่ดีจะมีวิธีสอนที่ไม่เหมือนใคร

30-40 ปี ถ้าคุณอยากจะทำอะไรของตัวเอง คุณควรจะเริ่มทำ ในช่วงวัยนี้

40-50 ปี ควรจะทำในสิ่งที่เราชำนาญอยู่แล้ว อย่าพยายามข้ามไปทำด้านอื่นเพราะมันอาจจะช้าเกินไป แม้ว่าเปลี่ยนสายแล้วอาจจะรุ่ง แต่โอกาสสำเร็จนั้นต่ำเกินไปหน่อย ในช่วงวัยนี้เราจึงควรคิดให้ดีว่าจะทำยังไงได้โฟกัสในสิ่งที่เราเก่งและถนัด

50-60 ปี เราควรสนับสนุนคนหนุ่มสาว เพราะคนเหล่านี้เขาจะทำได้ดีกว่าเรา จงลงทุนในตัวพวกเขา วางใจในตัวพวกเขา และปลุกปั้นให้เขาเป็นคนที่เก่งและดี

60 ปีขึ้นไป จงใช้เวลาเพื่อตัวเอง ไปนอนเล่นริมชายหาดก็ได้ ช้าเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรแล้ว


ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: JACK MA Advice for Young People

หากคิดว่าชีวิตตัวเองมันแย่นัก ขอแนะนำให้รู้จัก Walter Summerford

Walter Summerford เป็นทหารยศพันตรีที่รับใช้กองทัพอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

  1. ในปี 1918 ช่วงปีสุดท้ายของสงครามโลก ขณะที่ Summerford กำลังขี่ม้าในเบลเยี่ยม เขาถูกฟ้าผ่า ซึ่งทำให้ร่างกายนับตั้งแต่บั้นเอวลงมาเป็นอัมพฤกษ์อยู่ 1 ปี
  2. เนื่องด้วยสุขภาพไม่เอื้ออำนวย Summerford จึง early retire แล้วย้ายไปใช้ชีวิตอันแสนสงบใน Vancouver ประเทศแคนาดา ในปี 1924 เขาล่องเรือตกปลาในแม่น้ำและจอดเรือพักใต้ต้นไม้ใหญ่ ระหว่างที่นั่งเย็นใจอยู่ใต้ต้นไม้ ฟ้าก็ผ่าลงมายังต้นไม้ต้นนั้นและเขาเองก็โดนไปด้วย ร่างกายซีกขวาเป็นอัมพฤกษ์ ต้องพักฟื้นอยู่ 2 ปีถึงจะกลับมาเดินได้
  3. ปี 1930 ระหว่างที่เดินเล่นอยู่ในสวนสาธารณะ เขาถูกฟ้าผ่าเป็นครั้งที่สาม รอบนี้รักษาไม่หาย และเกิดอาการแทรกซ้อนจนเสียชีวิตในอีก 2 ปีต่อมา ศพของเขาถูกฝังไว้ในสุสาน Mountain View Cemetery ในแวนคูเวอร์
  4. คืนหนึ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1936 หินหลุมศพของ Summerford ก็ถูกฟ้าผ่า

หากคิดว่าชีวิตตัวเองมันแย่นัก ขอแนะนำให้รู้จัก Walter Summerford ชายผู้โดนฟ้าผ่า 4 ครั้ง

นี่สินะที่เรียกว่าฟ้ากลั่นแกล้ง


ขอบคุณข้อมูลจาก The Vintage News: The British officer who was struck by lightning four separate times

3 ประโยคสำหรับคนที่แคร์สายตาคนอื่นมากเกินไป

ประโยคที่ 1 จาก Morgan Housel ผู้เขียน The Psychology of Money

“No one is impressed with your possessions as much as you are.”

เราอยากจะขับรถดีๆ อยากใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม อยากใช้นาฬิกาสวยๆ โดยหวังว่ามันจะทำให้เราเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รักมากขึ้น

แต่แท้จริงแล้ว เราจะเป็นที่รักด้วยการเป็นคนนิสัยดีและมีความถ่อมตัวต่างหาก

เมื่อรู้ตัวว่าเราไม่จำเป็นต้องมีข้าวของเพื่อ impress คนอื่น เราก็จะหันมาใส่ใจกับสิ่งที่เราต้องการจริงๆ มากกว่า ถ้าเราจะยอมจ่ายแพงก็เพราะว่าเราชอบหรือเพราะว่ามันคุณภาพดี ไม่ใช่เพราะว่าเราแอบหวังว่ามันจะทำให้เราดูดี

ประโยคที่ 2 จาก Mark Manson ผู้เขียน The Subtle Art of Not Giving a F**k

“Nobody remembers your mistakes as much as you do.”

นอกจากเราอยากจะดูดีและได้รับการยอมรับแล้ว ในมุมกลับกันเราก็ไม่อยากขายหน้าและไม่อยากโดนดูแคลน

ความกังวลนี้จึงทำให้หลายคนไม่กล้าออกไปพูดหน้าชั้นเรียน ไม่กล้ายกมือถามคำถาม ไม่กล้าอาสาทำงานที่ท้าทาย เพราะเราเอาแต่คิดว่า ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาคนอื่นจะมองเราอย่างไร

แต่ความผิดพลาดที่เกิดโดยสุจริตใจหรือเกิดเพราะว่าเรายังไม่เก่งพอนั้นแทบไม่มีใครจำได้หรอก

ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่าเราฝังใจกับความผิดพลาดโดยสุจริตใจของใครบ้าง ส่วนตัวผมเองให้นั่งนึกตั้งนานก็มีแค่ไม่กี่เรื่อง และความผิดพลาดเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกแย่กับคนทำพลาดแม้แต่นิดเดียว เพราะการทำงานกับความผิดพลาด (ซึ่งก็คือการเรียนรู้) นั้นเป็นของคู่กัน

ประโยคที่ 3 จาก Will Rogers นักแสดงนำภาพยนตร์เรื่อง Life Begins at 40

“At twenty we don’t care what the world thinks of us. . . at thirty we worry about what it thinks of us. . . at forty we’re sure it doesn’t think of us.”

ตอนวัยรุ่นเราไม่ค่อยแคร์สื่อ อยากโพสต์อะไรก็โพสต์ อยากทวีตอะไรก็ทวีต

พอทำงานมาได้สักพัก มีภาพลักษณ์ที่ต้องรักษา มีคนรู้จักมากขึ้นแต่มีเพื่อนน้อยลง เราจึงไม่กล้าเป็นตัวของตัวเองมากนัก

พอทำงานมาได้ 20 ปี พอเข้าใจแล้วว่าโลกทำงานยังไง ตระหนักได้ว่าเราคิดเรื่องของตัวเองมากเพียงใด และคิดถึงเรื่องคนอื่นน้อยแค่ไหน เราก็จะเริ่มมีส่วนผสมที่ลงตัวของวัย 20 กับ 30 ปี คือไม่แคร์สายตาคนอื่นมากจนเกินไป แต่ขณะเดียวกันก็ประคองตนไม่ทำเรื่องที่ไม่เหมาะสมหรือเบียดเบียนใครทั้งกายและวาจา

เมื่อเข้าใจว่าสายตาคนอื่นที่คอยมองเราอยู่นั้น แท้จริงแล้วคือสายตาของเราที่มองตัวเอง เราก็จะเป็นอิสระจากข้อจำกัดและความคาดหวังปลอมๆ ครับ