3 ประโยคสำหรับคนที่แคร์สายตาคนอื่นมากเกินไป

ประโยคที่ 1 จาก Morgan Housel ผู้เขียน The Psychology of Money

“No one is impressed with your possessions as much as you are.”

เราอยากจะขับรถดีๆ อยากใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม อยากใช้นาฬิกาสวยๆ โดยหวังว่ามันจะทำให้เราเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รักมากขึ้น

แต่แท้จริงแล้ว เราจะเป็นที่รักด้วยการเป็นคนนิสัยดีและมีความถ่อมตัวต่างหาก

เมื่อรู้ตัวว่าเราไม่จำเป็นต้องมีข้าวของเพื่อ impress คนอื่น เราก็จะหันมาใส่ใจกับสิ่งที่เราต้องการจริงๆ มากกว่า ถ้าเราจะยอมจ่ายแพงก็เพราะว่าเราชอบหรือเพราะว่ามันคุณภาพดี ไม่ใช่เพราะว่าเราแอบหวังว่ามันจะทำให้เราดูดี

ประโยคที่ 2 จาก Mark Manson ผู้เขียน The Subtle Art of Not Giving a F**k

“Nobody remembers your mistakes as much as you do.”

นอกจากเราอยากจะดูดีและได้รับการยอมรับแล้ว ในมุมกลับกันเราก็ไม่อยากขายหน้าและไม่อยากโดนดูแคลน

ความกังวลนี้จึงทำให้หลายคนไม่กล้าออกไปพูดหน้าชั้นเรียน ไม่กล้ายกมือถามคำถาม ไม่กล้าอาสาทำงานที่ท้าทาย เพราะเราเอาแต่คิดว่า ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาคนอื่นจะมองเราอย่างไร

แต่ความผิดพลาดที่เกิดโดยสุจริตใจหรือเกิดเพราะว่าเรายังไม่เก่งพอนั้นแทบไม่มีใครจำได้หรอก

ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่าเราฝังใจกับความผิดพลาดโดยสุจริตใจของใครบ้าง ส่วนตัวผมเองให้นั่งนึกตั้งนานก็มีแค่ไม่กี่เรื่อง และความผิดพลาดเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกแย่กับคนทำพลาดแม้แต่นิดเดียว เพราะการทำงานกับความผิดพลาด (ซึ่งก็คือการเรียนรู้) นั้นเป็นของคู่กัน

ประโยคที่ 3 จาก Will Rogers นักแสดงนำภาพยนตร์เรื่อง Life Begins at 40

“At twenty we don’t care what the world thinks of us. . . at thirty we worry about what it thinks of us. . . at forty we’re sure it doesn’t think of us.”

ตอนวัยรุ่นเราไม่ค่อยแคร์สื่อ อยากโพสต์อะไรก็โพสต์ อยากทวีตอะไรก็ทวีต

พอทำงานมาได้สักพัก มีภาพลักษณ์ที่ต้องรักษา มีคนรู้จักมากขึ้นแต่มีเพื่อนน้อยลง เราจึงไม่กล้าเป็นตัวของตัวเองมากนัก

พอทำงานมาได้ 20 ปี พอเข้าใจแล้วว่าโลกทำงานยังไง ตระหนักได้ว่าเราคิดเรื่องของตัวเองมากเพียงใด และคิดถึงเรื่องคนอื่นน้อยแค่ไหน เราก็จะเริ่มมีส่วนผสมที่ลงตัวของวัย 20 กับ 30 ปี คือไม่แคร์สายตาคนอื่นมากจนเกินไป แต่ขณะเดียวกันก็ประคองตนไม่ทำเรื่องที่ไม่เหมาะสมหรือเบียดเบียนใครทั้งกายและวาจา

เมื่อเข้าใจว่าสายตาคนอื่นที่คอยมองเราอยู่นั้น แท้จริงแล้วคือสายตาของเราที่มองตัวเอง เราก็จะเป็นอิสระจากข้อจำกัดและความคาดหวังปลอมๆ ครับ

ถ้าคิดว่าตัวเองแก่แล้ว

ให้ระลึกว่าตัวเราในอนาคตจะอิจฉาตัวเราตอนนี้

เมื่อผ่านพ้นวัย 35 ปี หลายคนจะเริ่มรับรู้ได้ถึงร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม

กินดึกหน่อยอาหารก็ไม่ย่อย นอนน้อยก็ทำงานไม่ไหว นั่งนานๆ ก็ปวดหลังจนต้องไปนวด

เราจะเริ่มตัดพ้อว่า นี่เราแก่แล้วสินะ

แต่ถ้าตอนนี้เราอายุ 35 พอตอนเราอายุ 50 เราจะรู้สึกว่า 35 นี่ยังหนุ่ม-สาวกันอยู่

และตอนเราอายุ 65 เราจะรู้สึกว่าวัย 50 นั้นยังมีกำลังวังชาเหลืออีกมาก

และตัวเราในวัย 80 จะมองตัวเองในวัย 65 ด้วยความคิดถึง

ดังนั้นไม่ว่าเราจะอยู่ในวัยไหน ตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีเสมอ เพราะไม่มีวันที่เราจะเด็กไปกว่านี้อีกแล้ว

มาใช้ “ความหนุ่มสาว” ของเราให้เต็มที่ตั้งแต่วันนี้กันครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear 3-2-1 newsletter

คนที่ทำให้เราอุ่นใจ

เมื่อเช้าวานนี้ “ป้าไข่” แม่บ้านที่ช่วยทำกับข้าวและดูแลเด็กๆ เดินเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าบึ้งตึง ผมกังวลใจเล็กน้อยว่าเขาไปเจอเรื่องไม่ดีอะไรมารึเปล่า

พอเดินผ่านโต๊ะที่ผมกับแฟนนั่งกินข้าวอยู่ ป้าไข่ก็บอกว่า “วันนี้รถกับข้าวไม่มา”

ปากซอยบ้านผมมีโลตัส เราสามารถไปซื้อกับข้าวที่นั่นได้ แต่ตรงกลางซอยจะมีรถกระบะใส่หลังคาด้านหลังเหมือนรถสองแถว ในรถมีผักและของชำบรรจุอยู่เต็มคันรถ จะแวะเวียนมาจอดสัปดาห์ละ 3-4 วัน อาจจะเพราะว่าวันนี้ฝนตกจนน้ำท่วมในซอย รถก็เลยไม่มาจอด พอรถไม่มาป้าไข่ก็เลยเซ็ง

ผมหันไปคุยกับแฟนว่า แม่ค้ารถกับข้าวเขาคงนึกไม่ถึงหรอกเนอะว่าเวลาเขาไม่มาขายจะมีคนที่คิดถึงจนเซ็งขนาดนี้ด้วย


ออฟฟิศที่ผมทำงานอยู่นั้นใช้ลิฟต์จอดรถอัตโนมัติ ชั้นสองมีลิฟต์ 2 ตัวและชั้นสามอีก 2 ตัว

ผมชอบจอดลิฟต์ของชั้นสองมากกว่าเพราะขากลับคิวจะไม่ยาวเท่าลิฟต์จอดรถชั้นสาม แต่ลิฟต์จอดรถชั้นสองนั้นจะแคบกว่า ทำให้ตอนขับรถเข้าลิฟต์นั้นต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เคยมีครั้งหนึ่งที่ผมพลาดล้อไปเบียดกับขอบที่จอดจนยางแตก

ลิฟต์ชั้นสองจะมีรปภ.คนหนึ่งที่คอยโบกรถให้ รปภ.คนนี้ทำงานที่นี่มาไม่ต่ำกว่า 3 ปีแล้ว เจอกันตั้งแต่ก่อนโควิด โควิดซาแล้วเขาก็ยังทำอยู่ที่นี่ไม่ได้ไปไหน

ทุกครั้งที่ผมขับรถขึ้นตึก ผมจะลุ้นเสมอว่ารปภ.คนนี้มารึเปล่า ถ้าเจอ ผมจะสบายใจทันที เพราะเขาโบกรถได้ดีมาก บอกอย่างละเอียดว่าต้องหมุนพวงมาลัยซ้าย/ขวา/ตรง จนสามารถเอารถเข้าได้โดยสวัสดิภาพ ถ้าเป็นรปภ.คนอื่นจะบอกทางได้ไม่ดีเท่าไหร่ ต้องถอยเข้าถอยออกหลายครั้งกว่าจะเอารถเข้าลิฟต์ได้อย่างปลอดภัย ผมเลยมักจะขับรถไปจอดชั้นสามมากกว่าหากรปภ.ขาประจำที่ผมไว้ใจไม่มาทำงาน

รปภ.คนนี้เขาก็คงไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าผม appreciate เขาแค่ไหน เพราะแม้แต่ชื่อผมก็ไม่รู้จัก และผมไม่เคยบอกเขาเลยว่าทุกวันที่ผมเข้าออฟฟิศผมจะมองหาเขาทุกครั้ง


ผมถามแฟนว่า มีคนที่เราเจอแล้วอุ่นใจ แต่เขาไม่น่าจะรู้ตัวว่าเขาทำให้เราอุ่นใจบ้างรึ
เปล่า แฟนก็ตอบว่ามี อย่างที่ทำงานปัจจุบันก็เป็นแม่บ้านที่คอยหาข้าวหาปลามาให้กิน หรือที่ทำงานเดิมก็เป็นพี่เลขาที่เก็บไฟล์ทุกอย่างเอาไว้อย่างดี หากแฟนหาไฟล์ไหนไม่เจอก็จะไปขอกับพี่เลขาคนนี้ได้เสมอ ส่วนที่ทำงานก่อนหน้านั้นก็เป็นคนทำความสะอาดที่จะเจอกันทุกเช้าจนแอดเฟรนด์มาทางเฟซ ทุกวันนี้ยังมากดไลค์รูปบ่อยๆ ย้อนกลับไปที่ทำงานแรกก็มีหน้าหลายคนลอยมาเหมือนกัน

เวลาเราพูดถึงชีวิตการทำงาน เรามักจะคิดถึงแต่เรื่องเงินเดือน หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน แต่เราแทบไม่เคยพูดถึง “คนตัวเล็ก” ที่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อตรง

คนตัวเล็กเหล่านี้ โดยปกติเขาจะไม่อยู่ในห้วงคำนึงของเรา แต่ทุกครั้งที่เราเจอเขาเราจะรู้สึกขอบคุณและอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ที่สำคัญคือเขาน่าจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าการมีอยู่ของเขานั้นมีความหมายกับเราอย่างไรบ้าง

พอชวนแฟนคุยเรื่องนี้ แฟนเลยบอกว่าจะซื้อผลไม้ไปให้พี่แม่บ้านคนปัจจุบัน และปีใหม่นี้อาจจะส่งของขวัญไปให้พี่เลขาของที่ทำงานเก่า

ผมเองก็ว่าจะซื้ออะไรติดไม้ติดมือไปฝากพี่รปภ.ที่ช่วยให้ผมจอดรถโดยสวัสดิภาพมานับร้อยครั้ง

มาขอบคุณคนที่ทำให้เราอุ่นใจกันครับ