เบื้องลึกเบื้องหลังสงครามยูเครน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมเขียนบทความ “สงครามยูเครนอาจเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง” – Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens ซึ่งก็ได้รับความสนใจพอสมควร

กระนั้นก็มีเสียงบ่นว่า Harari เข้าข้างยูเครนมากเกินไป สหรัฐต่างหากที่เป็นตัวร้าย และปูตินเองก็ไม่ได้ขออะไรมาก แค่ขอไม่ให้ยูเครนเข้า NATO เท่านั้นเองเพราะมันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัสเซีย

ในมุมมองของผม สำหรับความขัดแย้งระดับนี้ ถ้าเรื่องราวมันเป็นแค่ขาวกับดำ มีพระเอกและตัวร้ายที่ชัดเจนเหมือนละครไทย มันคงแก้ไขได้ไปนานแล้ว

แต่เพราะมันถูกทั้งคู่และผิดทั้งคู่ มันถึงไม่มีทางออกและนำเรามาสู่สงครามครั้งนี้

จุดประสงค์ของบทความนี้ ก็เพื่อให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์และบริบทว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร โดยไม่ด่วนตัดสิน และโดยเผื่อใจไว้ว่าไม่มีฝ่ายไหนเป็นเจ้าของความจริงและความถูกต้องแต่เพียงฝ่ายเดียว

เนื้อหาในบทความนี้นำมาจาก Youtube Channel ของ RealLifeLore

ผมไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามว่าคนสร้างเป็นใคร แต่ Channel นี้ได้จัดทำวีดีโอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มามากกว่า 200 ตอน และคลิป Why Russia is invading Ukraine ที่โพสต์เมื่อวันที่ 26 กุมภา (สองวันหลังรัสเซียบุกยูเครน) ก็มียอดรับชมถึงเกือบ 15 ล้านวิวหลังจากผ่านมาเพียง 2 สัปดาห์

ผมได้ดูแล้วเนื้อหาน่าสนใจมาก เลยขอนำบางส่วนมาเล่าให้ฟังไว้ในบทความนี้นะครับ [ส่วนไหนที่ผมขยายความเอง ผมจะใส่วงเล็บสี่เหลี่ยมไว้แบบนี้นะครับ]

อ้อ ตอนอ่านบทความ ผมแนะนำว่าควรดูแผนที่ประกอบไปด้วย โดยผมได้ปักหมุดสถานที่ยุทธศาสตร์เอาไว้ใน Google Maps เรียบร้อยแล้ว ดูได้ในลิงค์นี้ครับ https://goo.gl/maps/NmV64siN81dYNiNe7


เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 ปูตินได้ส่งกองกำลังรบประมาณ 200,000 นาย ไปตามชายแดนของยูเครน และส่วนหนึ่งก็ไปตั้งฐานที่มั่นในเบลารุส [ซึ่งโปรรัสเซีย] กำลังรบระดับนี้มีจำนวนพอๆ กับกำลังรบทั้งหมดของยูเครน และเท่ากับจำนวนทหารที่อเมริกาส่งไปรบที่อิรักในปี 2003 [เปรียบเทียบให้เห็นภาพ – ประเทศไทยมีกำลังรบ 245,000 นาย อ้างอิงจาก Wikipedia]

นอกจากนั้น ปูตินยังสั่งการให้ทหารรัสเซียเคลื่อนทัพเข้าไปใน โดเนตสค์ (Donetsk) และลูฮานสค์ (Luhansk) สองแคว้นทางตะวันออกสุดของยูเครน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดน และปูตินก็ได้ประกาศรับรองให้ทั้งสองเป็นรัฐเอกราชเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เมื่อคำนึงว่ารัสเซียเองก็มีกองกำลังรบอยู่ในแหลมไครเมียอยู่แล้ว (Crimean Peninsula) ก็จะเห็นได้ชัดว่ารัสเซียได้เคลื่อนพลล้อมกรอบยูเครนไว้เกือบทั้งประเทศ และนั่นหมายความว่าเรากำลังเผชิญวิกฤติความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา


ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน สหภาพโซเวียตคือหนึ่งในประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในเดือนธันวาคมปี 1991 โซเวียตก็ล่มสลายและแตกออกเป็น 15 สาธารณรัฐ โดยตอนนี้รัสเซียมีประชากรเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับครั้งที่ยังเป็นโซเวียต และมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าสเปนเพียงเล็กน้อย

ในยุคสงครามเย็น (1947-1989) มีพันธมิตรด้านการทหารในยุโรปอยู่สององค์กร คือนาโต้ (NATO) ของยุโรปตะวันตก และ กติกาสัญญาวอร์ซอ (Warsaw Pact) ของยุโรปตะวันออก โดยที่ประเทศใน Warsaw Pact นั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของมอสโก และนับเป็น buffer ชั้นดีของรัสเซียสำหรับการป้องกันการรุกรานจากประเทศในกลุ่มนาโต้

แต่ 30 ปีที่ผ่านมามีอะไรเปลี่ยนไปมากมาย กลุ่มประเทศที่เคยอยู่ใน Warsaw Pact อย่างเยอรมันตะวันออก โปแลนด์ เชคโกสโลวาเกีย ฮังการี โรมาเนียและบัลกาเรียได้กลายไปเป็นสมาชิกของนาโต้ และประเทศที่เคยอยู่ในสหภาพโซเวียตอย่างลิทูเนีย แลตเวีย และเอสโตเนียก็เข้าร่วมนาโต้ด้วยเช่นกัน ถ้าคุณนั่งอยู่ในมอสโกและเชื่อว่านาโต้นั้นเป็นศัตรูก็ย่อมต้องไม่สบายใจเป็นธรรมดา

ในอีกฝั่งหนึ่ง ตอนที่โซเวียตล่มสลาย สาธารณรัฐที่เกิดใหม่ก็ได้สร้าง “องค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน” (Collective Security Treaty Organization หรือ CSTO) ซึ่งมีสมาชิกอย่างรัสเซีย เบลารุส และอาร์เมเนีย

แต่ยูเครนไม่ได้เข้าร่วมทั้งนาโต้และ CSTO ดังนั้นหากยูเครนอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย รัสเซียก็จะขยายแนวป้องกัน (defensive lines) ไปได้ถึงเทือกเขาคาเพเธี่ยน (Carpathian Mountains) แต่ถ้ายูเครนเข้าเป็นสมาชิกของนาโต้ จะทำให้แนวป้องกันถอยร่นลงมาทางตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ที่เรียกว่า North European Plain ซึ่งป้องกันการรุกรานทางบกได้ยาก และจะทำให้อาณาเขตของนาโต้ห่างจากเมือง Volgograd เพียง 300 กิโลเมตร

ถ้า Volgograd ถูกนาโต้ยึด แม่น้ำ Volga River ก็อาจถูกปิดเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากทะเลแคสเปียน (Caspian Sea) ทางตอนใต้ของรัสเซีย ซึ่งเหตุการณ์นี้เคยเกือบเกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัยที่ Volgograd ยังถูกเรียกว่า Stalingrad

[The Battle of Stalingrad – เยอรมนีและประเทศพันธมิตรได้สู้รบกับสหภาพโซเวียตในการเข้าควบคุมเมืองสตาลินกราด เป็นการต่อสู้ในระยะประชิดที่รุนแรงและมีการโจมตีพลเรือน ถือเป็นการสู้รบที่ร้ายแรงมากที่สุดที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง]

อีกประเด็นก็คือ หากยูเครนเข้าร่วมกับนาโต้ ประเทศเบลารุสที่เป็นเหมือนแขนขาของรัสเซียก็จะถูกล้อมรอบไปด้วยประเทศสมาชิกนาโต้ จนแทบจะไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ ดังนั้นรัสเซียจึงจำเป็นต้องให้ยูเครนอยู่ภายใต้การกำกับของรัสเซีย หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นกลาง ไม่เข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ดูจะเป็นเรื่องการทหารและความมั่นคงของประเทศล้วนๆ แต่เบื้องลึกเบื้องหลังอาจมีมากกว่านั้น


แม้ขนาดเศรษฐกิจของรัสเซียจะใหญ่กว่าสเปนเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อมองในมิติด้านพลังงานแล้ว รัสเซียก็ยังคงเป็นประเทศมหาอำนาจ รัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ใหญ่กว่าซาอุดิอาระเบียด้วยซ้ำไป

และรัสเซียเองก็มีแหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่ที่สุดในโลกในไซบีเรีย ทำให้รัสเซียเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งของโลก รายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินั้นมีมูลค่าสูงถึง 50% ของงบประมาณรัฐบาลรัสเซีย และคิดเป็น 30% ของ GDP ประเทศ

รัสเซียนำรายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาใช้สนับสนุนกองทัพ จ่ายหนี้ และฟื้นฟูตัวเองเพื่อจะกลับมาเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง รัสเซียจึงเป็น Petrostate (ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน) ไม่ต่างอะไรจากซาอุหรืออิหร่าน และเป็น Petrostate เพียงแห่งเดียวในยุโรป – อย่างน้อยก็ในตอนนี้

ลูกค้ารายใหญ่ของรัสเซียคือยุโรป โดย 35% ของก๊าซธรรมชาติทั้งหมดที่ยุโรปใช้นั้นนำเข้าจากรัสเซีย โดยมีเยอรมันนีที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 4 ของโลกเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุด ดังนั้นหากมี disruption อะไรในการค้าขายพลังงานระหว่างรัสเซียกับยุโรป รัสเซียจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก

และ disruption ที่ว่าก็อาจเกิดจากยูเครนนี่แหละ

ในสมัยที่รัสเซียและยูเครนยังเป็นประเทศเดียวกันภายใต้ร่มสหภาพโซเวียต ก๊าซธรรมชาติจากไซบีเรียจะถูกลำเลียงไปขายที่ยุโรปผ่านท่อส่งก๊าซในยูเครน แต่เมื่อโซเวียตล่มสลาย ยูเครนก็เริ่มเรียกเก็บภาษีศุลกากร (tarif) ปีละหลายพันล้านดอลลาร์จากรัสเซีย ซึ่งรัสเซียก็ไม่มีทางเลือก จำใจต้องจ่ายเพื่อจะส่งน้ำมันและก๊าซไปขายให้ยุโรป

แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา รัสเซียก็เริ่มสร้างท่อส่งก๊าซเส้นทางอื่นๆ เช่น ท่อ Yamal-Europe ผ่านเบลารุส, ท่อ Nord Stream ใต้ทะเลบอลติก (Baltic Sea) และท่อ South Stream ใต้ทะเลดำ (Black Sea) ซึ่งรัสเซียวางแผนไว้ว่าภายในปี 2024 จะเลิกส่งก๊าซผ่านท่อของยูเครนโดยถาวร จะได้ไม่ต้องโดนยูเครนหักค่าหัวคิวอีกต่อไป

แต่จุดพลิกผันก็คือ ในช่วงต้นปี 2012 ยูเครนได้ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติมากถึง 2 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร (2 trillion cubic meters) ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ [Exclusive Economic Zone – EEZ – คืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล เป็นพื้นที่ทะเลซึ่งรัฐมีสิทธิพิเศษเหนือเขตดังกล่าวในการสำรวจและใช้ทรัพยากรทางทะเล โดย EEZ จะครอบคลุมพื้นที่ถัดจากอาณาเขตบนฝั่งไปสองร้อยไมล์ทะเล]

โดยแหล่งก๊าซที่เพิ่งค้นพบนี้มีจุดศูนย์กลางอยู่ใกล้กับแหลมไครเมีย

ยิ่งกว่านั้น ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เมือง Donetsk ทางตะวันออก และเทือกเขาคาร์เพเธี่ยนทางตะวันตกของยูเครนอาจกลายเป็นแหล่ง shale gas ขนาดใหญ่ของยูเครนได้ [shale gas คือก๊าซธรรมชาติที่ถูกกักอยู่ในชั้นหินดินดานลึกลงไปใต้เปลือกโลก ต้องอาศัยเทคโนโลยีการขุดเจาะที่ซับซ้อนกว่าการขุดเจาะแบบดั้งเดิม]

ซึ่งหากยูเครนสามารถขุดเจาะก๊าซเหล่านี้มาขายได้ จะทำให้ยูเครนเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติอันดับที่ 14 ของโลกทันที (ตามหลังออสเตรเลียและอิรัก)

ด้วยความที่รัฐบาลยูเครนไม่ได้มีงบมากนัก จึงให้สัมปทานกับ Shell และ Exxon เข้ามาช่วยสร้างแท่นขุดเจาะและดำเนินการ ซึ่งหากทำสำเร็จยูเครนอาจได้เป็น Petrostate แห่งที่สองของยุโรป และก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งของรัสเซียด้านผู้ส่งออกพลังงาน แถมยังเพิ่มโอกาสให้ยูเครนได้เข้าร่วม EU กับ NATO ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

และนี่แหละคือสิ่งที่ RealLifeLore ผู้จัดทำวีดีโอนี้ เชื่อว่าเป็นเหตุผลที่แท้จริงของความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซีย


ในปี 2012 ที่ยูเครนค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ ผู้นำของยูเครนในตอนนั้นคือ วิกเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yunukovych) ซึ่งโปรรัสเซียอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาอะไร

แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2014 เกิดการปฏิวัติและยูเครนได้รัฐบาลที่โอนเอียงไปทางฝั่งยุโรป รัสเซียจึงไม่มีรีรอที่จะส่งกำลังทหารไปยึดแหลมไครเมีย และผนวกไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียโดยอ้างเรื่องประวัติศาสตร์และชนชาติ

การยึดแหลมไครเมีย ทำให้รัสเซียได้แนวชายฝั่งที่เคยเป็นของยูเครนไปถึง 2 ใน 3 จึงได้พื้นที่ EEZ หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะตรงนั้นไปโดยปริยาย ที่สำคัญที่สุดคือ 80% ของก๊าซธรรมชาติที่เคยอยู่ใน EEZ ของยูเครนก็จะตกเป็นของรัสเซียด้วย เครื่องไม้เครื่องมือการขุดเจาะทั้งหมดก็ถูกรัฐบาลรัสเซียยึดเอาไว้ ไม่นานเชลล์และเอ็กซ์ซอนก็ถอนตัว แทบจะเป็นการปิดโอกาสที่ยูเครนจะได้ขึ้นมาเป็น Petrostate กับเขาบ้าง

ส่วนพื้นที่ที่มี shale gas ทางตะวันออกอย่าง Donesk ก็มีกลุ่มก่อกบฎที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งกลุ่มนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย และพื้นที่ shale gas ทางตะวันตกอย่างเทือกเขาคาร์เพเธี่ยน ก็มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้นในเมือง Transnistria ของประเทศมอลโดวา ซึ่งนี่ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ

รัสเซียไม่น่าจะคืนแหลมไครเมียให้ยูเครนง่ายๆ เพราะนอกจากจะเสียพื้นที่ EEZ แล้ว ยังจะเสียเมืองท่าสำคัญอย่าง Sevastopol ซึ่งเป็นท่าเรือเพียงไม่กี่แห่งที่ปราศจากการปกคลุมของน้ำแข็งตลอดทั้งปี รัสเซียจึงสามารถปฏิบัติการในทะเลดำและทะเลเมดิเตอเรเนียนได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม แหลมไครเมียนั้นมีภูมิประเทศคล้ายกับเกาะ มีส่วนเชื่อมกับยุโรปแค่นิดเดียว จึงแทบไม่มีแหล่งน้ำจืดเลย

ก่อนที่รัสเซียจะผนวกไครเมียนั้น 85% ของน้ำจืดในไครเมียถูกลำเลียงมาจากทางตอนเหนือผ่านคลองที่ขุดไว้ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต

แต่หลังจากที่รัสเซียยึดไครเมีย ยูเครนก็แก้เผ็ดด้วยการเอาปูนซิเมนต์ไปถมเพื่อปิดกั้นคลองส่งน้ำ ไครเมียจึงขาดแคลนน้ำจืดอย่างรุ่นแรง แถมภาวะโลกร้อนยังซ้ำเติม โดยในปี 2020 เป็นปีที่แล้งที่สุดในประวัติศาสตร์ของไครเมียนับตั้งแต่เก็บสถิติมา 150 ปี และอ่างเก็บน้ำในไครเมียก็เหลือน้ำอยู่เพียง 7% ของความจุ ประชาชนชาวไครเมีย 2 ล้านคนจึงลำบากเป็นอย่างยิ่ง

รัสเซียแก้ปัญหาด้วยการทุ่มงบหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างสะพานข้ามช่องแคบเคียร์ช (Kerch Strait) ให้สามารถขนส่งน้ำจืดจากรัสเซียแผ่นดินใหญ่มาที่แหลมไครเมียได้

แน่นอนว่ายูเครนย่อมอยากได้แหลมไครเมียคืนจากรัสเซีย แต่ตัวเองไม่ได้มีกำลังพอที่จะทำอะไรรัสเซียได้ แต่หากยูเครนได้เข้าเป็นสมาชิกของนาโต้ และเกิดการสู้รบกันระหว่างยูเครนกับรัสเซียในพื้นที่ที่เป็นปัญหา ยูเครนอาจขอใช้สิทธิ์ Article 5 ในสนธิสัญญาที่ระบุไว้ว่า

“If a NATO Ally is the victim of an armed attack, each and every other member of the Alliance will consider this act of violence as an armed attack against all members and will take the actions it deems necessary to assist the Ally attacked”

แปลความง่ายๆ คือถ้าใครมารุกรานประเทศใดประเทศหนึ่งในกลุ่มพันธมิตรนาโต้ จะถือว่าเป็นการรุกรานทุกประเทศในกลุ่มพันธมิตร และพันธมิตรจะร่วมมือกันสู้กับประเทศนั้น

ซึ่งหากเกิดสถานการณ์เช่นนั้นจริง รัสเซียน่าจะต้านทานลำบากอยู่เหมือนกัน

แถมรัสเซียเองก็มีปัญหาภายในที่สำคัญ นั่นคือการลดลงของประชากรอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราเด็กเกิดใหม่ในรัสเซียอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายของประเทศทั่วโลก และการมาของโควิดก็ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก

ตอนนี้รัสเซียมีผู้ชายวัยเกณฑ์ทหารราว 25 ล้านคน ถ้าปล่อยให้เวลาผ่านเลย จำนวนชายฉกรรจ์ย่อมลดลงไปรื่อยๆ หากรัสเซียไม่รีบจัดการเรื่องยูเครน รัสเซียก็จะยิ่งเสียเปรียบ

นับตั้งแต่การยึดแหลมไครเมียในปี 2014 รัสเซียจึงได้สนับสนุนกองกำลังแบ่งแยกดินแดนในดอนบาส (Donbas region) ในรัฐ Donetsk และ Luhansk ซึ่งกลุ่มแบ่งแยกดินแดนก็ประกาศตัวเป็นเอกราชจากยูเครนไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว

แน่นอนว่ารัฐบาลยูเครนไม่ยอมและส่งกองกำลังไปปราบปรามกลุ่มกบฏ การสู้รบในเขตดอนบาสทำให้มีผู้สังเวยชีวิตไปแล้วกว่า 14,000 ศพ

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปูตินได้ลงนามรับรองเอกราชของโดเนตสค์และลูฮานสค์ และส่งทหารไปรักษาการในพื้นที่เหล่านี้ ซึ่งอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่ปูตินจะเดินตามรอยแหลมไครเมีย คือผนวกโดเนตสก์และลูฮานสค์ให้เป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย และปูตินอาจจะส่งกองกำลังไปทางด้านเหนือของแหลมไครเมียเพื่อจัดการกับการขัดขวางเส้นทางน้ำจืดที่ยูเครนสร้างเอาไว้ รวมถึงอาจจะยึดครองพื้นที่ชายฝั่งทะเลของยูเครนทั้งหมด เพื่อให้ยูเครนกลายเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล (land-locked)

หรือไม่อย่างนั้น รัสเซียอาจยึดครองยูเครนทั้งประเทศ เพื่อเพิ่มแนวป้องกัน (defensive line) ให้กับกลุ่มประเทศใน CSTO ก็ได้

หากยึดครองยูเครนได้สำเร็จ เป้าหมายถัดไปน่าจะไม่พ้นมอลโดวา ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ตอนนี้มอลโดวายังไม่ได้เป็นสมาชิกของนาโต้ และมีรัฐที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนอย่าง Transnistria รอต้อนรับรัสเซียอยู่แล้ว

ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ปูตินย้ำเสมอว่าเขาอยากนำโซเวียตกลับคืนมา และต้องการสร้างจักรวรรดิรัสเซียสำหรับศตวรรษที่ 21

แม้ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าปูตินจะทำอะไรต่อ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือปูตินได้เรียกร้องชาติตะวันตก 3 ข้อด้วยกัน

  1. ห้ามนาโต้รับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก
  2. ให้อเมริกาและสมาชิกนาโต้ถอนฐานทัพออกจากยุโรปตะวันออก และถอยกลับไปอยู่ที่เยอรมันเหมือนช่วงก่อนปี 1997
  3. ไม่ให้นาโต้รับสมาชิกเพิ่มไปกว่านี้ และห้ามมีการซ้อมรบในยุโรปตะวันออกหากไม่ได้รับการยินยอมจากรัสเซีย

โอกาสที่อเมริกาและยุโรปจะยอมทำตามข้อเรียกร้องนั้นน้อยมาก และปูตินก็เก๋าเกมพอที่จะรู้อยู่แล้วว่านาโต้คงไม่ยอม

เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าปูตินจะทำอะไรต่อไป แต่หากเราดูยุทธวิธีที่ปูตินใช้อยู่ตอนนี้ ก็ดูจะคล้ายคลึงกับสิ่งที่ปูตินเคยทำไว้กับจอร์เจียเมื่อ 14 ปีที่แล้ว

ในเดือนสิงหาคมปี 2008 รัสเซียส่งกำลังรบเข้าไปในรัฐที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนจากจอร์เจีย คือรัฐอับคาเซียและรัฐเซาท์ออสซีเชีย (Abkhazia & South Ossetia) และรับรองเอกราชของทั้งสองรัฐ

หลังจากนั้นรัสเซียก็ส่งกองกำลังรบทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำเข้าปะทะกับรัฐบาลของจอร์เจีย [อ่านเพิ่มเติมได้ในวิกิพีเดีย – Russo-Georgian War] โดยสงครามกินเวลา 12 วันถึงจะมีการสงบศึก ผลลัพธ์คือทั้งอับคาเซียและเซาท์ออสซีเซียตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย และประชาชน 200,000 คนในจอร์เจียต้องอพยพ

แม้จอร์เจียจะตัดความสัมพันธ์ทางการฑูตกับรัสเซีย แต่ท้ายที่สุดแล้วปูตินได้ประโยชน์จากสงครามครั้งนี้ เพราะจอร์เจียตัดสินใจไม่เข้าร่วมกับนาโต้ และ ณ ช่วงเวลานั้นนาโต้กับชาติตะวันตกก็กำลังวุ่นวายกับเรื่องสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน จึงไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญหรือออกมาประณามสงครามระหว่างรัสเซียกับจอร์เจีย

2014 หรือในอีก 6 ปีถัดมา ปูตินก็ใช้ท่าเดียวกันกับแหลมไครเมีย

และ ณ วันนี้ ในปี 2022 ก็ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้งในโดเนตสค์และลูฮานสค์

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เราทำได้แค่ติดตามตอนต่อไปครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก RealLifeLore: Why Russia is Invading Ukraine

ติดตาม Anontawong’s Musings ได้หลากหลายช่องทางที่ https://linktr.ee/anontawong

แม้แต่ฮิตเลอร์ก็เชื่อว่าตัวเองทำดี

20200510

ไม่มีนักการเมืองคนไหน ประธานาธิบดีประเทศใด ที่ตื่นนอนตอนเช้าแล้วถามตัวเองว่า “วันนี้จะทำชั่วเรื่องอะไรดี”

แม้แต่ตัวละครที่เป็นตัวร้ายในประวัติศาสตร์อย่างฮิตเลอร์ ก็เชื่อว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นถูกต้อง

เพื่อให้เข้าใจ “หลักการและเหตุผล” ของฮิตเลอร์และนาซี ผมจึงขอยกข้อความช่วงหนึ่งใน Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า มาให้อ่านกันอีกครั้ง

“แต่ก็มีมนุษยนิยมอีกจำพวกหนึ่งที่ไม่ได้มองอย่างนั้น นั่นคือกลุ่มนาซี

กระบวนทัศน์ของนาซีตั้งอยู่บนความคิดเชิงวิวัฒนาการของดาร์วิน ที่ไม่ได้มองว่ามนุษยชาติเป็นสิ่งที่เป็นสากลและเป็นนิรันดร์ แต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่กลายพันธุ์ได้ วิวัฒนาการได้ และเสื่อมลงได้

มนุษย์บางสายพันธุ์จึงอาจจะพัฒนาจนกลายเป็น superhuman ขณะที่มนุษย์บางสายพันธุ์จะเสื่อมโทรมลงไปเป็น subhuman หรือสิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่ามนุษย์

นาซีมองว่าชาวอารยันนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีวิวัฒนาการสูงสุดและจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง ในขณะที่ชาวยิว ชาวโรม เกย์ และคนที่ป่วยทางจิตนั้นจะต้องถูกกักขังหรือแม้กระทั่งโดนกวาดล้าง

Homo Sapiens ทำให้ Neanderthals สูญพันธุ์ฉันใด ชาวอารยันก็เหมือน Sapiens ส่วนชาวยิวก็เป็นเหมือน Neanderthals ฉันนั้น มันเป็น survial of the fittest – คนอ่อนแอก็ต้องแพ้ไปเท่านั้นเอง

ชาวนาซีไม่ได้เกลียดมนุษยชาติ พวกเขาสู้กับพวกเสรีนิยมและคอมมิวนิสต์เพราะเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพมากมาย แต่เมื่อมองผ่านเลนส์ของวิวัฒนาการแบบดาร์วินแล้ว นาซีเชื่อว่าการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ควรได้ทำหน้าที่ของมันเพื่อกำจัดคนอ่อนแอทิ้งและเหลือไว้แต่คนที่แข็งแกร่งเพื่อสืบทอดพันธุกรรม การที่คอมมิวนิสต์และพวกเสรีนิยมช่วยเหลือหรือปกป้องคนอ่อนแอเท่ากับเป็นการแทรกแซงกระบวนการ natural selection นี้ ทำให้คนอ่อนแอได้อยู่ต่อและสืบพันธุ์ไปเรื่อยๆ จนคนที่แข็งแกร่งเหลือสัดส่วนน้อยลง และสุดท้ายมนุษยชาติก็จะเสื่อมลงและสูญพันธุ์ในที่สุด”

การกวาดล้างชาวยิวจึงเกิดขึ้นเพราะฮิตเลอร์ “รัก” มนุษยชาตินั่นเอง

อ่านแล้วรู้สึกขนลุกนิดนึงมั้ยครับ

ผู้มีอำนาจและนักการเมืองทั้งหลายก็ไม่ต่างจากประชาชนคนเดินดิน เราล้วนเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูกต้อง หรือถ้ามันจะผิดบ้างก็เป็นเพียง “ต้นทุนที่ต้องจ่าย” เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่สำคัญและมีความหมายยิ่งกว่า

คนส่วนใหญ่จึง “ตาบอด” ต่อความชั่วของตนเองและ “ตาสว่าง” กับความชั่วของคนอื่นตลอดมาและตลอดไป

ไม่ได้เล่ามุมนี้เพื่อให้หมดหวัง แต่เพื่อให้เห็นกระบวนการทางความคิด เราจะได้เดินเกมได้ถูกเมื่อถึงวาระที่ต้องลงมือลงแรงเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ควันหลงจากอเมริกา

20161110_usa

พลิกโผจริงๆ ครับ กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อวานนี้ เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์หักปากกาเซียนทั้งหลายด้วยการเอาชนะฮิลลารี คลินตัน

ผมเองก็คอยติดตามการเลือกตั้งนี้อยู่ห่างๆ พอใกล้ถึงวันเลือกตั้งก็ติดตามใกล้ชิดยิ่งขึ้น และหลังจากจบไปแล้วก็เกิดคำถามหลายคำถาม เลยพยายามลองหาคำตอบ และอยากจะเอามาแชร์ไว้ตรงนี้ครับ

ทำไมเลือกตั้งวันอังคาร?
เราคนไทยเคยชินกับการเลือกตั้งวันอาทิตย์ และจำกันได้ขึ้นใจว่าหีบเลือกตั้งปิดตอนบ่าย 3 ไม่เกินสามสี่ทุ่มก็รู้ผล แต่ที่อเมริกาดันเลือกตั้งวันธรรมดา ปิดหีบตอนหนึ่งทุ่มหรือสองทุ่ม (เดาว่าให้คนที่ต้องทำงานมาลงคะแนนทัน) กว่าจะรู้ผลก็เกือบๆ ตี 1 ตามเวลาท้องถิ่น

เว็บ The Momentum เฉลยว่า

“ครั้งหนึ่งอเมริกาเคยเป็นประเทศการเกษตร พวกเขามักจะเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ และวางขายของที่ตลาดทุกวันพุธ การจัดวันเลือกตั้งในวันอังคารก็เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นมีเวลาเพียงพอในการออกไปโหวต และกลับบ้านมาพร้อมเตรียมของไปขายที่ตลาด”

ทำไมโพลทั้งหลายถึงทำนายพลาด?
ก่อนวันเลือกตั้งเพียงหนึ่งวัน สำนักข่าวรอยเตอร์ออกมาประกาศว่าคลินตันมีโอกาสชนะสูงถึง 90%

Clinton has 90 percent chance of winning: Reuters/Ipsos States of the Nation

…The former secretary of state was leading Trump by about 45 percent to 42 percent in the popular vote, and was on track to win 303 votes in the Electoral College to Trump’s 235, clearing the 270 needed for victory, the survey found.

ผมก็เคยเข้าใจว่า ฝรั่งน่าจะเก่งเรื่องการทำโพลกว่าคนไทยเป็นไหนๆ ยิ่งมาเห็นผลอย่างนี้ยิ่งรู้สึกว่าคลินตันนอนมาแน่นอน

แล้วโพลพลาดตรงไหน?

ผมไปเจอคำตอบหนึ่งที่น่าสนใจจาก Quora.com (น่าเสียดายที่ผมไม่ได้เซฟลิงค์เอาไว้)

เขาบอกว่า คนที่เชียร์คลินตัน และชิงชังทรัมป์นั้น มักจะพูดเสมอว่าคนที่สนับสนุนทรัมป์เป็นพวกไร้การศึกษา เหยียดผิว เหยียดเพศ รักความรุนแรง ฯลฯ

สมมติว่าผมเป็นคนนึงที่เชียร์ทรัมป์ แต่เพื่อนๆ ในกลุ่มเชียร์คลินตัน ผมก็คงไม่กล้าออกตัวว่าตัวเองเชียร์ทรัมป์หรอก เพราะไม่อยากโดนด่า หรือโดนดูถูก

เวลาโพลมาสำรวจผม ผมก็คงไม่ตอบความจริง โพลจึงไม่อาจแสดงผลอย่างถูกต้องได้

สุดท้าย ผมและเพื่อนๆ อีกหลายคนที่แอบเชียร์ทรัมป์ ก็ออกไปแสดง “พลังเงียบ” ในวันเลือกตั้งให้โลกตะลึง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าเราดูแคลนหรือดูถูกใคร เราอาจจะโดนย้อนรอยอย่างเจ็บแสบ

ทรัมป์ก็ไม่ดี คลินตันก็ไม่โดน แล้วฉันเลือกอะไรได้มั้ย?

เมื่อคลินตันแพ้ คนที่เชียร์คลินตันก็เริ่มมองหาแพะทันที

และหนึ่งในแพะที่ว่านั้น ก็คือคนที่เลือกผู้สมัครอิสระ

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้สมัครอีกสองคนที่ได้คะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ไปพอสมควร คือ Gary Johnson และ Jill Stein

ในรัฐฟลอริดา คลินตันแพ้ทรัมป์ไป 132,000 เสียง แต่มีคนลงคะแนนให้จอห์นสัน 204,000 เสียง และโหวตให้สไตน์ 63,000 เสียง

ในมิชิแกนคลินตันแพ้ไปแสนกว่าเสียง น้อยกว่าที่คนเลือกจอห์นสัน 139,000 เสียง

คนที่เชียร์คลินตันก็เลยบอกว่า เพราะพวกคุณดันใช้เสียงของคุณไปเลือกคนที่ไม่มีทางชนะ คุณก็เลยได้ทรัมป์มาเป็นประธานาธิบดีไงเล่า

มันทำให้ผมนึกถึงประโยค “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ในการเมืองไทย

ในบางช่วงเวลาของสังคม การเมืองแบบประชาธิปไตยก็อาจให้ทางเลือกเราไม่มากนักจริงๆ

เลือกตั้งประธานาธิบดีกับ Brexit เหมือนกันอย่างไร

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือมันเป็นการส่งสัญญาณจากคนชั้นล่าง สู่พวกคนชั้นบนที่กุมอำนาจอยู่ว่า “เราไม่โอเค และเราไม่เอาคุณ”

การเลือกทรัมป์ขึ้นมา ก็เพื่อแสดงถึงการต่อต้าน Status Quo เป็นการเลือกเพื่อการเปลี่ยนแปลง

แม้ไม่แน่ใจว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

แม้จะโดนมองว่ามันงี่เง่าแค่ไหนก็ตาม

หลายคนคงยังไม่หายช็อคที่ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี พร้อมทั้งบ่นพึมพัมว่า “เรามาถึงจุดๆ นี้ได้ยังไง?”

คนชั้นกลางอย่างเราๆ ก็มักจะเผลอมองอย่างง่ายๆ ว่า คนอเมริกาบ้าไปแล้ว

แต่จริงๆ แล้วคนเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากเรา ต้องทำมาหากิน มีลูกมีเมียมีสามีต้องดูแล

การที่คนๆ หนึ่งจะเลือกทรัมป์ หรือเลือกอังกฤษให้ออกจาก EU หรือเลือกทักษิณให้เป็นนายก เข้ามาย่อมมีเหตุผล

และหน้าที่ของพวกเราคือต้องพยายามเข้าใจความต้องการของคนกลุ่มนี้

คนที่เราไม่เคยได้เห็นสเตตัสอยู่ในเฟซบุ๊คฟีดของเรา

เพราะอย่างที่ผมเคยเขียนไว้หลายครั้งว่า อันตรายไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราไม่รู้ แต่เกิดจากความเชื่อที่ว่าเรารู้เรื่องนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว

ผลการโหวตประธานาธิบดี รวมถึง Brexit ก็พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่า ที่เราคิดว่าเรารู้แล้วนั้น จริงๆ เราไม่รู้อะไรเลย

ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สำหรับการเตรียมตัวของคนไทยในการเลือกตั้งในปีหน้าครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก

The Momentum: ในบัตรเลือกตั้งมีเรื่องกัญชา!? ทำไมเดโมแครตใช้สีน้ำเงินและรีพับลิกันใช้สีแดง? ทำไมต้องเลือกตั้งวันอังคาร? ตอบทุกคำถามเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ไม่เคยมีใครเคยบอก! 

Reuters: Clinton has 90 percent chance of winning: Reuters/Ipsos States of the Nation

Mic: How third-party voters likely helped sink Hillary Clinton’s presidential candidacy 

ขอบคุณภาพจาก Flickr : Rich Girard

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่