เงินไม่ใช่สิ่งเดียวที่เราจ่ายเวลาซื้อของ

พอชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง เราจะคิดถึงเรื่องเงินน้อยลง

เมื่อจิตใจไม่ได้จับจ้องกับรายได้/รายจ่ายเท่าไหร่นัก มันจึงมีที่ว่างให้มองเห็นมิติอื่นที่เราต้องจ่ายด้วย

โต๊ะทำงานใหม่

  • เงิน 20,000 บาท
  • เวลา/พื้นที่ในบ้านที่เสียไปสำหรับการหาที่อยู่ใหม่ให้โต๊ะทำงานเก่า

หนังสือ pocket book ที่ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว

  • เงิน 250 บาท
  • เวลา 2 ชั่วโมงที่เราควรเอาไปอ่านหนังสือที่มีประโยชน์หรือสนุกกว่านี้

คืนนี้ดูซีรี่ส์ Netflix เพิ่มอีกสองตอน

  • เงิน 0 บาท (เหมาจ่ายรายเดือนอยู่แล้ว)
  • อารมณ์ที่หม่นๆ ทั้งวันเพราะนอนไม่พอ

ชานมไข่มุก 1 แก้ว

  • เงิน 60 บาท
  • LDL +0.1 หน่วยสำหรับการตรวจสุขภาพปีถัดไป (100 แก้ว = LDL +10!)

เราอาจคุ้นชินกับวิธีคิดแบบทุนนิยมมาเนิ่นนาน จนให้น้ำหนักกับเรื่องตัวเงินมากไปหน่อย

ทั้งที่จริงแล้วการซื้อของแต่ละอย่าง มีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น มันมักต้องแลกมาด้วยเวลา สุขภาพ physical space หรือ mental space เสมอ

มองหามันให้เจอ และไตร่ตรองให้ดีก่อนซื้ออะไรเข้าบ้าน/เข้าปากครับ

วิธีคำนวณว่าเราควรมี net worth อยู่เท่าไหร่

คำศัพท์หนึ่งทางการเงินที่ฝรั่งใช้บ่อยแต่คนไทยมักจะไม่ได้พูดถึงกันคือคำว่า net worth

Net worth หรือความมั่งคั่งสุทธิ คือการเอาทรัพย์สินที่เรามีอยู่ทั้งหมด ลบด้วยหนี้สินที่เรามีอยู่ทั้งหมด

เวลาสื่อพูดว่า Elon Musk หรือ Jeff Bezos กลายเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลก เขาก็มักจะดูกันที่ net worth นี่แหละครับ โดยตัวแปรที่สำคัญที่สุดสำหรับคนเหล่านี้ก็คือราคาหุ้นอย่าง Tesla หรือ Amazon ที่พวกเขาถืออยู่นั่นเอง

สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ net worth น่าจะดูได้จากเงินเก็บ พอร์ตการลงทุน รถ บ้าน หรือคอนโดที่เราซื้อเอาไว้ หักด้วยหนี้ผ่อนบ้านหรือหนี้ผ่อนรถต่างๆ

สมมตินาย A มีเงินเก็บอยู่ 1 ล้านบาท
มี SSF/LTF/RMF อยู่ 1 ล้านบาท
มี Provident Fund อยู่ 1 ล้านบาท
มีบ้านชานเมือง ราคาตลาด 6 ล้านบาท
มีรถที่ซื้อมา 3 ปี ถ้าขายต่อน่าจะราคา 5 แสนบาท

นาย A ก็จะมีทรัพย์สินอยู่ทั้งสิ้น 9.5 ล้านบาท

ส่วนฝั่งหนี้สิน นาย A มีหนี้ผ่อนรถอยู่ 5 แสนบาท และหนี้ผ่อนบ้านอยู่ 5 ล้านบาท รวมเป็น 5.5 ล้านบาท

ดังนั้น net worth ของนาย A ก็คือ 9.5-5.5 = 4 ล้านบาทนั่นเอง

คำถามก็คือมันเป็น net worth ที่เหมาะสมรึยัง

ในหนังสือ The Millionaire Next Door บอกว่า วิธีคำนวณว่าเราควรมี net worth เท่าไหร่ คือให้เอาอายุคูณด้วยรายได้ทั้งปี แล้วหารด้วย 10

สมมติว่านาย A อายุ 40 ปี มีรายได้ทั้งปี 1,500,000 บาท (เงินเดือน โบนัส เงินปันผล และรายได้อื่นๆ)

Net worth ที่นาย A ควรจะมี ก็คือ (40*1,500,000)/10 = 6 ล้านบาท

แต่ net worth ของนาย A มีอยู่แค่ 4 ล้านบาท ดังนั้นถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์ และนาย A อาจจะต้องเร่งเครื่องขึ้นอีกหน่อยด้วยการมีเงินเก็บให้มากขึ้นหรือปิดหนี้ให้เร็วกว่าเดิม

แน่นอนว่าสูตรนี้ไม่ใช่บัญชาจากสวรรค์ เราไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมันมากจนเกินไป

แต่ผมชอบตรงที่มันคำนวณง่ายดีและทำให้เรารู้ว่าสุขภาพทางการเงินของเราควรได้รับการใส่ใจมากกว่าเดิมในปี 2022 หรือไม่ครับ

17 ข้อคิดจาก The Psychology of Money หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2021

ผมมักจะได้อ่านหนังสือที่ “เปลี่ยนวิธีการมองโลกและการกระทำไปแบบไม่หวนกลับ” ปีละไม่เกิน 1 เล่ม

2015: The Life-Changing Magic of Tidying Up by Marie Kondo

2016: Sapiens, a Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari

2017-2018: ไม่มี

2019: Why We Sleep by Matthew Walker

2020: The Black Swan by Nassim Nicholas Taleb

ปีนี้โชคดีที่ได้เจอหนังสือ The Psychology of Money ของ Morgan Housel ครับ

จำได้ว่าตอนนั้นกำลังจะเดินออกจากร้าน Asia Books ที่ห้างพาราไดซ์ แต่เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนี้บนชั้นพอดี เลยหยิบมาพลิกอ่านแล้วน่าสนใจ แถมยังได้คะแนนถึง 4.4 ดาวบน Goodreads อีก จึงเดินไปเคาท์เตอร์จ่ายเงินซื้อทันที

อ่านจบอย่างรวดเร็ว เป็นหนังสือที่เขียนสนุก อ่านง่าย ใจกว้าง ไม่โอ้อวด และเชื่อว่าจะมีประโยชน์กับชีวิตไปอีกหลายสิบปี ผมเลยไปตามฟัง Morgan Housel บน Youtube อีกหลายคำรบ ก่อนจะนำข้อคิดที่ได้มาบันทึกไว้ในบล็อกนี้ครับ

.

1. Wealth คือรถปอร์เช่ที่เราไม่ได้ซื้อ

ภาพจำของคนร่ำรวยคือการได้เห็นเขาขับรถสปอร์ต แต่สิ่งเดียวที่เรารู้คือตอนนี้เขาจนลง 7 ล้านบาทเมื่อเทียบกับตอนก่อนที่เขาจะซื้อรถปอร์เช่ (พอร์ช) คันนั้น

เวลาเราเห็นคนที่เล่นฟิตเนส เราจะเห็นว่าร่างกายเขาฟิตแอนด์เฟิร์ม ดูก็รู้ว่าแข็งแรง แต่เมื่อเรามองไปที่คนรวย เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเขามีเงินเก็บเท่าไหร่หรือพอร์ตการลงทุนใหญ่แค่ไหน

เพราะความมั่งคั่งคือสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ส่วนสิ่งที่คนมองเห็นมักไม่ใช่ความมั่งคั่งเพราะของเหล่านั้นไม่ใช่ assets ที่ทำเงินได้ แต่เป็นเพียงสัญลักษณ์อวด status ที่จะเสื่อมค่าไปตามวันเวลา

หลายคนบอกว่าอยากเป็น millionarie พอถามว่าเพราะอะไร เขาก็มักจะตอบว่าจะได้เอาไปซื้อรถหรู ซื้อบ้านหลังใหญ่

อย่างนั้นไม่เรียกว่าอยาก “มีเงิน 1 ล้านดอลลาร์” อันนั้นเรียกว่าอยาก “ใช้เงิน 1 ล้านดอลลาร์” ต่างหาก ซึ่งจริงๆ แล้วมันตรงข้ามกับการเป็น millionaire โดยสิ้นเชิง

2. เราคิดว่าถ้าเราขับรถปอร์เช่เราคงเท่น่าดู แต่เวลาเราเห็นรถปอร์เช่ เราไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคนขับหน้าตาเป็นยังไง

ผู้เขียนเรียกมันว่า Man in the car paradox คือเวลาเราซื้อของแพงๆ เราก็มักจะนึกว่ามันจะทำให้เราดูดี และคนจะชื่นชมเรา แต่เมื่อเราได้ซื้อปอร์เช่มาขับจริงๆ คนอื่นเขาเอาแต่จ้องมองรถและฝันหวานอยู่ว่าวันหนึ่งอยากจะขับรถเท่ๆ อย่างนั้นบ้าง น้อยคนนักที่จะสนใจมองมาที่เรา

ถ้าอยากได้รับการชื่นชมและยอมรับ สิ่งที่น่าจะช่วยได้มากกว่า คือทำงานหนัก รักษาคำพูด และมีน้ำใจ

3. การลงทุนอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ศาสตร์ที่ “มือสมัครเล่น” จะเอาชนะ “มืออาชีพ” ได้

โลกการลงทุน (อย่างน้อยก็ในอเมริกา) เต็มไปด้วยเรื่องราวของภารโรงหรือเลขาที่ไม่มีใครสนใจ แต่พอตายไปกลับมีเงินเก็บหลายล้านดอลลาร์ เพียงเพราะว่าทยอยซื้อกองทุน (DCA – dollar cost averaging) และใช้ชีวิตอย่างสันโดษไม่โลดโผน

ในขณะเดียวกัน ก็มีนักลงทุนมากมายที่จบมหาลัยดังๆ ความรู้ทางการเงินระดับเทพ แต่กลับต้องล้มละลายหรือติดคุก

การลงทุนจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่ศาสตร์ที่ “มือสมัครเล่น” ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า “มืออาชีพ” ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในศาสตร์อื่นๆ – คนที่ไม่เคยเรียนหมอมาไม่อาจผ่าตัดหัวใจได้ดีกว่าด็อกเตอร์ที่จบฮาร์วาร์ด คนข้างบ้านไม่อาจเตะบอลเก่งกว่าโรนัลโด

ดังนั้น แม้จะไม่ได้ลงทุนเป็นอาชีพ แต่เราสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้มากกว่านักลงทุนคนอื่น

เพราะการที่คุณรู้อะไรนั้นไม่สำคัญเท่ากับว่าคุณทำตัวยังไง (what you know is less important than how you behave)

4. คุณค่าสำคัญที่สุดของการมีเงิน คือการได้เป็นนายของเวลา

แม้เราจะได้ทำงานที่ตัวเองรัก แต่หากเราไม่สามารถคอนโทรลเวลาตัวเองได้เลย อันนั้นก็ทำให้เราทุกข์ใจได้เหมือนกัน

ส่วนสิ่งของต่างๆ แม้ว่าจะเป็นของแพงดีมีคุณภาพมากแค่ไหน พอได้เป็นเจ้าของสุดท้ายเราก็เบื่อ

แต่การได้เป็นนายของเวลา และการที่เราสามารถเลือกได้เสมอว่าจะทำอะไร ทำกับใคร ทำตอนไหน นั่นคือสิ่งที่เราจะไม่มีวันเบื่อ

5. นิสัยที่ทำให้เราร่ำรวยกับนิสัยที่จะช่วยให้เรารักษาความร่ำรวยไว้ได้นั้นไม่เหมือนกัน (Getting wealthy and staying wealthy are two different skills)

คนที่ร่ำรวยขึ้นมาได้นั้นมักจะเป็นเพราะเขา “กล้าได้กล้าเสีย” จนสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้

แต่เมื่อมีเงินทองแล้ว การจะรักษาเงินทองให้อยู่ได้ต่อไปนั้นจำเป็นต้องมีอีกทักษะหนึ่งซึ่งแทบจะตรงข้ามกัน นั่นคือความระมัดระวังและความคิดหน้าคิดหลัง

เราจึงได้ยินเรื่องราวอันหวือหวาของคนที่ร่ำรวยขึ้นมาแล้วไม่หยุดทำอะไรเสี่ยงๆ จนล้มละลายไปอีกครั้ง (และอาจจะกลับมารวยได้อีกครั้ง – และล้มละลายอีกครั้ง)

หนังสือแนะนำให้ใช้ยุทธการ Barbell นั่นคือเราต้องมองโลกในแง่ดีและมีความเชื่อมั่นในอนาคต (เราจึงกล้านำเงินไปลงทุน) แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้อง paranoid และหาทางป้องกันทุกความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เราไปไม่ถึงอนาคตที่วาดเอาไว้

6. คนที่อยู่ในตลาดอาจกำลังเล่นเกมคนละเกมกับเรา

เวลาสำนักต่างๆ บอกว่า หุ้นตัวนี้ราคาดีควรเข้าซื้อ เขากำลังแนะนำใคร?

แนะนำให้นักลงทุนวัยกลางคนที่กำลังเก็บเงินเพื่อวัยเกษียณ หรือแนะนำเด็กวัยรุ่นที่คิดจะซื้อวันนี้และขายพรุ่งนี้?

แต่ละคนเข้ามาในตลาดด้วยเหตุผลที่ต่างกัน สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ไป “จับสัญญาณผิดๆ” ที่มาจากนักลงทุนที่มีเป้าหมายต่างจากเรา ไม่อย่างนั้นเวลาเราเห็นหุ้นราคาขึ้น เราอาจจะนึกว่าคนอื่นรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ แล้วก็เลยเฮตามไปซื้อบ้าง เพียงเพื่อจะเห็นราคาร่วงในวันถัดมาเพราะคนที่เล่นคนละเกมกับเราเขาเทขาย

7. เรามีมุมมองต่อเรื่องการเงินอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าเรามีชีวิตวัยเด็กแบบไหน

คนรุ่นปู่ย่าตายายของเราที่ผ่านช่วงสงครามโลกและยุคข้าวยากหมากแพงมานั้นมองเรื่องการเงินและการลงทุนแบบหนึ่ง

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราที่ผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งมา ก็มองเรื่องการเงินการลงทุนอีกแบบหนึ่ง

เด็กรุ่น Gen Z, Gen Alpha ที่มีช่องทางทำเงินมากมาย ก็มองการเงิน การลงทุนอีกแบบหนึ่ง

Daniel Kahneman ผู้ได้รางวัลโนเบลจากงานวิจัยด้าน behavioral economics เคยบอกผู้เขียนไว้ว่า เขาเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายสุดๆ ไม่ใช่เพราะว่าเขาทำวิจัยมาเยอะ แต่เพราะว่าตอนเด็กๆ เขาอาศัยอยู่ในปารีสช่วงที่ฮิตเลอร์และนาซีเข้ามายึดครองพอดี

เรามีมุมมองต่อโลกอย่างไร จึงมักไม่ได้ขึ้นอยู่กับการศึกษาหรือความฉลาด แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราโตขึ้นมาในยุคสมัยแบบไหนมากกว่า

8. ปัจจัยสำคัญที่สุดในการลงทุนคือ “เวลา” ที่เราอยู่ในตลาด

95% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของ Warren Buffett นั้นเพิ่งงอกเงยหลังจากบัฟเฟตต์พ้นวัยเกษียณมาแล้ว

มีนักลงทุนหลายคนที่ทำผลตอบแทนปีต่อปีสูงกว่าบัฟเฟตต์เสียอีก แต่เขาก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าบัฟเฟต์เพราะไม่ได้ลงทุนมานานเท่า

เพราะ “เวลา” หรือ “t” นั้นคือ “ตัวเลขยกกำลัง” ในสมการผลตอบแทนการลงทุน

ผลตอบแทนต่อปีจะเยอะเท่าไหร่ จึงอาจไม่สำคัญเท่าเราอยู่กับมันยาวนานแค่ไหน

อีกอย่าง ผลตอบแทนนั้นควบคุมยากเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก แต่เราจะลงทุนยาวนานแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับเราเป็นหลัก

ดังนั้น เพื่อจะอยู่ในตลาดให้ได้นานที่สุด เราจำเป็นต้องเป็นคนที่ “ฆ่าไม่ตาย” (financially unbreakable) เพื่อที่ว่าต่อให้เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร โลกจะผันผวนแค่ไหน เราก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดต่อไปได้

9. เงินสดในบัญชีเงินฝากที่ดอกเบี้ยเรี่ยดิน บางทีก็ให้ผลตอบแทนสูงล้ำ

เพราะเงินสดนั้นมอบ flexibility ให้กับเรา เมื่อเจอสถานการณ์ฉุกเฉิน เราจึงไม่จำเป็นต้องขายหุ้นหรือขายทรัพย์สินของเราเพื่อหมุนเงินมาใช้ (เพราะการขายหุ้นทำให้เราสูญเสีย “เวลาที่เราอยู่ในตลาด” ที่พูดถึงในข้อที่แล้ว)

การมีเงินเย็นอยู่กับตัว ทำให้เราสามารถที่จะเลือกงานที่เหมาะกับเราได้ ไม่จำเป็นต้องรีบรับงานที่ไม่ใช่หรือไม่ทำให้เรามีความสุข

ดังนั้นอย่ามองการถือเงินสดว่าให้ผลตอบแทนต่ำ เพราะเวลาที่เราจำเป็นต้องใช้มันจริงๆ สิ่งที่ได้รับกลับมาจะคุ้มค่ามาก

10. แทนที่จะพยายามทำผลตอบแทนให้ชนะตลาด กลับมาคุมค่าใช้จ่ายกันดีกว่า

มีนักลงทุนมืออาชีพหลายคนทำงานสัปดาห์ละ 80-100 ชั่วโมงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนชนะผลตอบแทนตลาดเพียง 2-3%

แต่ในความเป็นจริง เราจะสามารถมีเงินเพิ่ม 2-3% ได้ง่ายดายกว่ามาก หากเราใช้จ่ายให้น้อยลง

11. อยากมีเงินเก็บมากขึ้น บางทีไม่ต้องเพิ่มรายได้ แต่ให้เพิ่มความถ่อมตัว

เงินที่เราเก็บได้คือช่องว่างระหว่างอีโก้กับรายได้ของเรา (Saving money is the gap between your ego and your income.)

เราจะซื้อของน้อยลงถ้าเราอยากน้อยลง เราจะอยากน้อยลงถ้าเราแคร์สายตาคนอื่นน้อยลง

การทำอะไรเกินตัวเพียงเพื่อหวังจะได้เงินมากมายนั้นเป็นเรื่องไม่ฉลาดเอาเสียเเลย

“To risk money they didn’t have and didn’t need, they risked what they did have and did need. And that’s foolish. Just plain foolish. If you risk something that’s important to you for something that is unimportant for you, it just does not make any sense.”
-Warren Buffett

12. ทักษะที่ยากที่สุดในการลงทุนคือการหยุดเขยิบเป้าหมาย

The hardest but most important financial skill is getting the goalpost to stop moving.

พนักงานกินเงินเดือนจะเจอปัญหาที่ว่า พอได้โปรโมต หรือเงินเดือนเราสูงขึ้น เราก็ขยับ lifestyle ของเราขึ้นตามไปด้วย อาจจะขับรถแพงขึ้น กินข้าวนอกบ้านบ่อยขึ้น ซื้อของมียี่ห้อมากขึ้น เลยกลับกลายเป็นว่ารายได้เพิ่มขึ้นแต่เงินเก็บไม่กระเตื้อง

ดังนั้น สิ่งที่ยากที่สุดคือเราจะหยุดความอยากของเรายังไง เราสามารถพอใจกับ lifestyle ปัจจุบันของเราได้หรือยัง ถ้าเราทำได้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นก็จะกลายเป็นเงินเก็บหรือเงินลงทุนที่พร้อมจะงอกเงยในอนาคต และพาเราถึงจุดที่มี financial freedom ได้จริงๆ

13. การตัดสินใจทางการเงินของเราไม่ได้เกิดขึ้นหน้าจอคอม

เวลาเรียนวิชาการเงิน ภาพจำของเราคือสูตรต่างๆ ตาราง กราฟ และไฟล์ Excel ที่เอาไว้คิดทุกอย่างเป็นตัวเลข

แต่ในชีวิตจริง เวลาเราจะตัดสินใจเรื่องเงินๆ ทองๆ เราไม่ได้เปิด Excel ขึ้นมาดูอย่างละเอียด เรามักจะตัดสินใจตอนที่เรานั่งคุยกับแฟนบนโต๊ะอาหาร หรือนั่งคุยกับเพื่อนในร้านเหล้า

เพราะเราไม่ใช่เครื่องจักรที่คิดทุกอย่างเป็นตัวเลข เราก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่อยากได้การยอมรับและอยากทำให้คนที่เรารักมีความสุข

“Personal finance is more personal than it is finance”
-Tim Maurer

14. สมเหตุสมผลนั้นสำคัญกว่าการมีเหตุมีผล (Reasonable > Rational)
ผู้เขียนยกตัวอย่างว่า แม้ดอกเบี้ยผ่อนบ้านจะถูกมาก แต่เขาก็เอาเงินไปโปะบ้านจนหมดเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่หากเขาเอาเงินก้อนนั้นไปลงทุนอย่างอื่น ย่อมจะได้ผลตอบแทนสูงกว่า

ถ้ามองกันที่ตัวเลขเพียวๆ การตัดสินใจเอาเงินก้อนมาโปะบ้านนั้นไม่เมคเซ้นส์เอาเสียเลย แต่จริงๆ แล้วคนเราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือจะลงทุนอย่างไรเพื่อที่จะได้ไม่ต้องนอนกระสับกระส่ายในยามค่ำคืน

เราไม่จำเป็นต้องมีเหตุมีผลกับทุกเรื่อง (rational) เราแค่เอาให้มันสมเหตุสมผลก็พอ (reasonable)

การโปะบ้านเสร็จเรียบร้อย ทำให้ผู้เขียนสบายใจว่าอย่างน้อยบ้านหลังนี้ก็เป็นของเขาและภรรยาแล้ว ไม่มีใครจะมายึดบ้านหลังนี้ไปได้

เพราะแนวทางการลงทุนที่ดีที่สุดนั้นเป็นเรื่องของใครของมัน ไม่มีสูตรตายตัว ดังนั้นจงเลือกทางที่เหมาะกับเป้าหมายและจริตของเรา

15. ความผันผวนและความไม่แน่นอนของตลาดเป็น “ค่าตั๋ว” ไม่ใช่ “ค่าปรับ”

นักลงทุนหลายคนไม่ชอบความผันผวนของตลาด เลยพยายามจะหาทางหลีกเลี่ยง

แต่ถ้าเรามองว่าความผันผวนนั้นคือ “ค่าตั๋ว” (fee) ไม่ใช่ “ค่าปรับ” (fine) เราก็จะยอมรับมันได้ดีขึ้น เหมือนเราจะไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ เราก็ต้องยอมจ่ายค่าตั๋ว เพื่อแลกกับความสนุกและประสบการณ์ดีๆ

ความผันผวนและความไม่แน่นอนของตลาดคือราคาที่เราต้องจ่าย ดังนั้นจงจ่ายมันอย่างเต็มใจ มองว่ามันคือค่าเข้าสวนสนุก ไม่ใช่การลงโทษที่เราทำอะไรผิด

เราจะได้ไม่หลงกลคนที่กล่าวอ้างว่าสามารถให้ผลตอบแทนสูงและความแน่นอนสูงเกินจริง ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นเหยื่อของคนอย่าง Bernie Madoff ที่ทำ Ponzie scheme ฉ้อโกงเงินจากนักลงทุนไปหลายพันล้านเหรียญ

16. โลกนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย tail events เราอาจจะตัดสินใจผิดเกินครึ่งนึงแต่ก็ยังมั่งคั่งได้

Tail events หรือ Black Swans นั้นคือเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่เมื่อเกิดแล้วก็ส่งผลอย่างมหาศาล

ซึ่ง tail events นั้นมีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย เรื่องดีก็เช่นอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน ส่วนเรื่องร้ายก็คือเหตุกาณ์อย่าง 9/11 และ COVID-19

พูดในอีกภาษาหนึ่งก็คือกฎ 80/20 ที่ต้นเหตุส่วนน้อยจะส่งผลต่อผลลัพธ์ส่วนใหญ่

ในปี 2018 นั้น ผลตอบแทนของ S&P 500 Index ถูกขับเคลื่อนด้วย Amazon 7% และ Apple 8% อีกนัยหนึ่งก็คือ 15% ของผลตอบแทนมาจากบริษัทแค่ 2 ใน 500 บริษัทเท่านั้น

ใน Russell 3000 index มีบริษัทถึง 40% ที่มูลค่าสูญหายไปถึง 70% แต่ index นี้ก็ยังให้ผลตอบแทนที่ดี โดยผลตอบแทนเกือบทั้งหมดมาจากบริษัทเพียง 7% หรือสองร้อยกว่าบริษัทเท่านั้นเอง

ดังนั้น You can be wrong more than half of the time and still win – เราอาจจะเลือกผิดมากกว่าครึ่งหนึ่งแต่เราก็ยังสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ เพราะโลกถูกขับเคลื่อนด้วย tail events และกฎ 80/20

17. สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากเรื่องที่ไม่คาดฝัน คือโลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่คาดฝัน ไม่ใช่พยายามไปทำนายเรื่องที่ไม่คาดฝัน

ตอนปลายปี 2019 มีกูรูมากมายออกมาทำนายว่าอะไรจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2020 บ้าง

ไม่มีแม้แต่สำนักเดียวที่บอกว่าปัจจัยสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจปี 2020 คือโรคระบาด

เพราะความเสี่ยงคือสิ่งที่ยังเหลืออยู่หลังจากที่คุณคิดว่าคุณคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว

“Risk is what’s left over when you think you’ve thought of everything.”
-Carl Richards

สิ่งใดที่ถูกคาดการณ์ได้ สิ่งนั้นมักจะถูกป้องกันหรือลดความเสี่ยง

ส่วนสิ่งที่จะสร้างความเสียหายได้มากมาย ก็คือสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้และไม่มีใครพร้อมรับมือนั่นเอง

หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่จะบริหารจัดการการเงินของเราอย่างไรให้ financially unbreakable เพื่อให้แน่ใจว่าจะยังเป็นผู้เหลือรอดเมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝันต่างหาก

“The most important part of any plan is planning for your plan not going according to plan.”
-Morgan Housel


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Psychology of Money: Timeless Lessons on Wealth, Greed, and Happiness by Morgan Housel & คลิปสัมภาษณ์ของ Morgan Housel ใน Youtube

เงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่เงินซื้อเวลาได้

เพราะกว่าจะได้เงินมา เราต้องเอาเวลาและพลังชีวิตไปแลกมาไม่รู้เท่าไหร่

เงินกับเวลาจึงเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

ถ้าเราจัดการเรื่องการเงินได้ดี เราก็จะเริ่มให้ความสำคัญกับเงินน้อยลง และให้ความสำคัญกับเวลามากขึ้น

เราอาจจะหยุดทำงานบ้าน แล้วจ้างแม่บ้านมาช่วยทำความสะอาด หรือสั่ง food delivery แทนที่จะขับรถออกไปซื้อเอง

บางคนประหยัดมาทั้งชีวิต แม้กระทั่งพอมีฐานะดีขึ้นแล้วก็ยังชินกับการใช้เงินอย่างระมัดระวังอยู่ดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ต้องหาให้เจอว่าประหยัดแค่ไหนถึงจะพอดี เวลาที่ต้องเสียไปเพื่อประหยัดเงินไม่กี่สิบหรือไม่กี่ร้อยบาทนั้นมันคุ้มกันจริงหรือ

เพราะเงินนั้นตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ แต่ถ้าเราใช้เงินซื้อเวลา เราจะเอาเวลานั้นไปทำในสิ่งที่เราอยากทำและสร้างประสบการณ์ที่ดีได้นะครับ

การใช้เงิน 4 แบบ

20200729b

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้ตัวเอง

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้คนอื่น

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้ตัวเอง

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้คนอื่น

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้ตัวเอง อันนี้ตรงไปตรงมา ทำกันประจำ เราจะซื้อของที่เราอยากได้ และเป็นของที่เราคิดมาแล้วว่าคุ้มค่า

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้คนอื่น เช่นการซื้อของขวัญวันเกิด ตรงนี้เราก็จะมีความใส่ใจเช่นกัน เราจะทำการบ้าน จะไปค้นหาว่าเขาอยากได้อะไร ของที่เราซื้อให้ก็เป็นของคุณภาพดี บางทีดีกว่าของที่เขาจะซื้อให้ตัวเองด้วยซ้ำไป

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้ตัวเอง เช่นผู้บริหารใช้เงินบริษ้ท อันนี้เราจะกล้าใช้จ่ายเต็มที่ ตราบใดที่ยังอยู่ในงบ อาจจะมีความสุรุ่ยสุร่ายอยู่บ้างเพราะยังไงมันก็ไม่ใช่เงินเราเอง แต่อย่างน้อยเราก็ยังต้องการของที่มีคุณภาพและคุ้มค่า

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้คนอื่น เช่นรัฐบาลใช้เงินภาษีของประชาชน ซึ่งเปราะบางมาก มีแนวโน้มที่จะใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายเพื่อซื้อของที่เขาไม่ได้อยากได้ แถมยังเป็นของคุณภาพต่ำและไม่ค่อยคุ้มค่าอีกด้วย

การใช้เงินสี่แบบก็จะมีธรรมชาติเช่นนี้ และใช้อธิบายปรากฎการณ์ที่เราเห็นกับตัวเอง คนรอบตัว และคนในสังคมได้เป็นอย่างดีครับ

ยิ่งประหยัดยิ่งเสียหาย

20190117_saveandlose

ตัดสินใจทำบัตรเครดิตเพื่อจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย แถมใช้บัตรบ่อยๆ จะได้สะสมแต้มไปซื้ออะไรได้อีกเยอะแยะ

มูลค่าของสิทธิพิเศษและของที่เราประหยัดได้ อาจไม่เท่ากับการใช้จ่ายแบบซื้อเงินสดเป็นหลัก เพราะการจ่ายเงินสดเราจะยับยั้งชั่งใจมากกว่า “เจ็บปวดกว่า” เวลาต้องกด ATM จ่ายแบงค์พันหลายๆ ใบ

ในหนึ่งเดือน ถ้าเราซื้อเงินสด เราอาจซื้อของ 10,000 บาท

แต่ถ้ามีบัตรเครดิตหลายใบ และเราพยายามจะใช้มันให้คุ้มที่สุด เราอาจจะจ่าย 20,000 บาท ได้ส่วนลดอีก 2000 บาทเท่ากับจ่าย 18,000 บาท

ใช้บัตรเดรดิต ประหยัดเงินไปได้ 2,000 บาท

แต่ใช้เงินสด ประหยัดเงินไปได้ถึง 18,000-10,000 = 8,000 บาท

ถึงจะได้ของมาเพิ่มหรือได้บริการมาเพิ่ม มันก็อาจไม่ใช่ของที่เราต้องการจริงๆ ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

—–

เราเอาแอปที่เราใช้บ่อยๆ ไว้ใน home screen ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, LINE จะได้ประหยัดเวลา กดคลิ้กเดียวก็เปิดได้เลย

แต่ยิ่งเปิดง่าย เราก็ยิ่งเปิดบ่อย และมีแนวโน้มที่จะใช้เวลากับมันมากขึ้น

แต่ถ้าเราเอาแอปไปไว้ให้มันใช้งานยากขึ้นอีกหน่อย แทนที่เราจะใช้เฟซบุ๊ควันละ 45 นาที อาจจะเหลือใช้เพียงวันละ 15 นาทีก็ได้

——

เราชอบซื้อของทีละเยอะๆ เช่นซื้อยาสีฟันเป็นโหล หรือซื้อมาม่าทีละ 10 ห่อ เพราะราคาต่อหน่วยถูกกว่า ไม่ต้องออกไปซื้อบ่อยๆ

พอสามเดือนผ่านไป ก็มักจะพบว่ายาสีฟันหลอดที่สามหรือหลอดที่สี่นั้นเหลวเสื่อมสภาพไปแล้ว ส่วนมาม่าก็หมดอายุต้องเอาไปทิ้ง กลายเป็นว่าแทนที่จะได้ของถูก เรากลับจ่ายแพงกว่าปกติกถึง 2-3 เท่า

——

ประหยัดได้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ควรประหยัดอย่างมีสติ

และควรมองให้ออกว่าโดนเขาหลอกอยู่รึเปล่าครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 4 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

เงินเดือน 2 หมื่นก็เก็บเงินถึง 10 ล้านได้

20160307_10Million

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่รู้สึกว่าดีมากจนอยากเอามาเขียนลงในบล็อกนี้

หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “การเงิน การลงทุน เล่มนี้ง่ายดี” จากสำนักพิมพ์ “พราว”

พร้อมคำโปรยที่ว่า “ทำเงินเป็น 10 ล้าน ด้วยวิธีที่เราทำได้ และใครๆ ก็ทำได้”

เขียนโดยเจ้าของเพจ “ลงทุน หุ้น การเงิน Tactschool ส่งต่อความรู้ทางการเงิน” (ดูจากคอมเม้นท์แล้วน่าจะชื่อว่าคุณแทคนะครับ)

ราคาเล่มละ 200 บาท อาจจะดูราคาสูงนิดหนึ่งเพราะเขาพิมพ์สี่สี แต่ถ้าได้อ่านจนจบเล่มผมเชื่อว่ามันจะคุ้มค่ามากๆ โดยเฉพาะถ้าคุณเพิ่งเริ่มชีวิตการทำงานมาไม่กี่ปีครับ

ขนาดผมเองทำงานมาสิบกว่าปี ยังรู้สึกว่าคุ้มมากๆ เลย แต่เผอิญแต่ก่อนผมเองไม่ค่อยได้ศึกษาเรื่องวางแผนทางการเงินเท่าไหร่ ก็เลยได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างเยอะทีเดียว

แค่เปิดคำนำมาก็โดนแล้วครับ

หนังสือสอนวางแผนการเงินจำนวนมากเขียนเข้าใจยาก

เขียนอะไรก็ไม่รู้ ทำยาก ยาว เยอะ

และพอจะทำก็ไม่รู้จะทำยังไงดี

บอกแต่ว่าถ้าได้ผลตอบแทนปีละเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์จะมีเงินเท่าไร

แต่ไม่บอกว่าจะไปหาผลตอบแทนแบบนั้นที่ไหน

บอกว่าต้องลงทุนแต่กลับไม่บอกวิธีการลงทุนเลย

หรือถ้าบอกก็อาจจะทำได้ยากมาก สำหรับคนที่มีเงินเก็บเดือนละไม่กี่พัน

หรือกู้เงินธนาคารไม่ได้ จะซื้ออสังหาฯ ได้เดือนละกี่หลัง?

หนังสือเล่มนี้บอกทั้งวิธีการลงทุน และหาการลงทุนที่เหมาะกับคนทั่วไป

การลงทุนที่หักภาษีได้กระจุยกระจาย จนคุณแทบไม่ต้องจ่ายภาษี

จำนวนประกันที่เหมาะกับเรา การวางแผนทางการเงิน

และที่สำคัญมันทำได้จริง

– TactSchool ส่งต่อความรู้ทางการเงิน 

ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่า คนเขียนคนนี้มันเก๋าว่ะ คือแม้ข้อมูลอาจจะไม่ได้ล้ำลึกอะไร แต่สไตล์การเขียนและคำถามที่เขาตั้งขึ้นมาตลอดเล่มมันคือคำถามที่อยู่ในใจของมนุษย์เงินเดือนหลายๆ คน รวมถึงผมด้วย

เป็นหนังสือที่เข้าใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมเคยอ่านมาเลยก็ว่าได้

ประเด็นสำคัญที่สุดที่หนังสือเล่มนี้ชูขึ้นมาคือ ใครๆ ก็มีเงินเก็บ 10 ล้านได้

ผมทำไฟล์ Google Sheets ไว้ให้นะครับ คลิ้กเข้าไปดูได้เลย 

(ถ้าเปิดจากคอมพิวเตอร์ก็สามารถดาวน์โหลดได้โดยไปที่ File -> Download As… นะครับ)

ไฟล์นี้ผมลองสร้างขึ้นมาเอง หลังจากอ่านในหน้า 152 ของหนังสือ ที่โชว์ให้เห็นกันจะๆ ว่าเงินเดือน 20,000 ก็มีเงินเก็บถึง 10 ล้านได้

โดยสมมติฐานมีดังนี้ครับ

1. ตอนนี้คุณอายุ 25 ปี และมีเงินเดือน 20,000 บาท

2. เงินเดือนคุณขึ้นปีละ 5% ทุกปี จนพอคุณอายุ 55 ปี คุณจะมีเงินเดือน 86,439 บาท

3. คุณแบ่งรายได้ 15% ของเงินเดือนไปลงทุนใน LTF

4. LTF ที่คุณเลือกให้ผลตอบแทนทบต้น 10% (LTF = Long Term Fund = กองทุนรวมที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ โดยซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ และต้องถือไว้อย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน (ตามกฎหมายใหม่)

ข้อหนึ่งน่าจะเป็นไปได้ไม่ยาก โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่จบปริญญาตรีมาก็ได้เงินดือน 15,000 บาทเป็นอย่างน้อยแล้ว

ข้อสองอาจจะยากนิดนึง เพราะนั่นแสดงว่าเราต้องตั้งใจทำงานให้ดี และต้องอยู่บริษัทที่รู้คุณค่าคนที่มีผลงานดีด้วย แต่ตัวเลขเงินเดือน 86,439 บาทภายในอายุ 55 ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะเดี๋ยวนี้บางคนอายุไม่ถึง 40 ปีก็ได้เงินเดือนประมาณนี้กันแล้ว

ข้อสามอาจจะยากที่สุด เพราะเป็นเรื่องของความมีวินัย ยิ่งพอเราโตขึ้น เงินเดือนมากขึ้น แต่งงาน ซื้อบ้าน มีลูก ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาอย่างนึกไม่ถึง ถ้าเราสามารถบังคับตัวเองด้วยการซื้อ LTF ผ่านการหักบัญชีทุกเดือนไปเลย ก็น่าจะช่วยได้ไม่น้อย

ส่วนข้อสุดท้าย ผลตอบแทน 10% ถือเป็นเรื่องของฟ้าดิน เพราะอนาคตอีก 30 ปีเราไม่รู้หรอกว่าเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าอ้างอิงจากผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนทบต้น 10% เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และถือเป็นการลงทุนผลตอบแทนสูงมากเมื่อคำนึงว่าแทบไม่ต้องใช้แรงกาย แรงสมอง หรือเวลาเลย

ถ้าอยากลองปรับตัวเลขดู เช่นซื้อ LTF แค่ 10% ของเงินเดือน หรือได้ผลตอบแทนทบต้นแค่ปีละ 5% ก็ลองแก้ในช่องสีเหลืองได้เลยครับ (ต้องดาวน์โหลดมาเปิดในเครื่องนะครับ)

10Million

สำหรับคนที่ไม่ค่อยเก่งเลข ผมขออธิบายวิธีการคำนวณนิดหนึ่ง

ถ้าปี 2559 เราซื้อ LTF 100 บาท และ LTF ให้ผลตอบแทน 10%

ปี 2560 LTF ที่เราซื้อไว้จะมีมูลค่าเท่ากับ (1+0.1)* 100 = 110 บาท

ซึ่ง 0.1 ก็คีอผลตอบแทน 10% นั่นเอง

ปี 2561 LTF จะเพิ่มมูลค่าเป็น 1.1*110 = 122 บาท

ปี 2562 LTF จะเพิ่มมูลค่าเป็น 1.1*122 = 134.2 บาท

หรือเขียนในอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ (1.1)^3 * 100 = 134.2 บาท

^3 แปลว่ายกกำลังสาม

หรือคิดเป็นสูตรง่ายๆ ก็คือเอา 1.1 ยกกำลังจำนวนปีคูณด้วยเงินต้น

ในแถวแรกของตาราง อายุ 25 เงินเดือน 20,000 ซื้อ LTF 3,000 บาท ถือไปจนถึงอายุ 55 (30 ปี)

ดังนั้นมูลค่า 3000 บาทที่เราซื้อ LTF ในปีนี้ จะเท่ากับ (1.1)^30*3,000*12 = 628,178 บาท ในอีก 30 ปีข้างหน้า

ที่คูณ 12 เพราะเราซื้อทุกเดือน ปีหนึ่งเราจึงซื้อ 12 ครั้งครับ

ส่วนใครที่อายุ 30 กว่าแล้ว ยังไม่ได้ซื้อ LTF ไว้เลยก็ไม่ต้องเสียใจไป

เพราะถ้าคุณอายุ 35 แต่หน้าที่การงานดี มีเงินเดือน 60,000 ซื้อ LTF ปีละ 15% ก็จะมีเงินเก็บเกือบ 10 ล้านบาทตอนอายุ 55 เช่นกัน

(EDIT: เพิ่มเติมหลังจากมีน้องมาคอมเม้นท์ใน Facebook) หรือถ้าคิดว่าผลตอบแทนทบต้นปีละ 10% เป็นไปได้ยากมาก ก็ลดเหลือปีละ 7% ก็ได้ครับ แต่นั่นอาจแปลว่าเราต้องขยันจนมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 8% (ถ้าเริ่มต้น 20,000 ตอนอายุ 25 ก็จะมีเงินเดือน 200,000 ตอนอายุ 55) ด้วยวิธีนี้เราก็จะมีเงินเก็บเกือบ 10 ล้านบาทเหมือนกัน

พอมีเงินเก็บ 10 ล้านบาท ถ้าเราเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ผลตอบแทนปีละ 5% ก็จะมีเงินใช้ปีละ 500,000 หรือประมาณเดือนละ 40,000 บาท* ไปตลอดชีวิต พอเราไม่อยู่แล้ว เงิน 10 ล้านก็จะเป็นมรดกสำหรับลูกหลานครับ

อ่านแล้วฮึกเหิมขึ้นมาบ้างรึยังครับ?

ยังมีเนื้อหาดีๆ ในหนังสือเล่มนี้อีกเยอะ เช่นจะเลือก LTF ยังไง จะซื้อประกันชีวิตเท่าไหร่ จะลดภาษียังไงให้ได้มากที่สุด

ขอบคุณ TactShool ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา จะขอติดตามผลงานอื่นๆ ของคุณต่อไปนะครับ


* ถ้าเงินเฟ้อปีละ 3% เงิน 40,000 บาทในอีก 30 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่าเท่ากับ 16,500 บาทในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าไม่มาก แต่ถ้าไม่มีหนี้สินก็อยู่ได้สบายๆ และถ้าดูตารางดีๆ จะเห็นว่าเราเก็บเงินมากสุดแค่เดือนละ 12,966 บาทเท่านั้น แต่มีใช้เดือนละ 16500 บาทไปตลอด และถ้าเราอยากอู้ฟู่กว่านี้ จะเอาเงินต้น 10 ล้านมาใช้บ้างก็ได้ เหลือมรดกให้ลูกน้อยหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง


ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือการเงิน การลงทุน เล่มนี้ง่ายดี, TactSchool 

12507152_1237057622990749_3280039539741851651_n

 

(UPDATE 11 Aug 2017) หากคุณเป็นคนที่ชอบ “เล่นเกมยาว” และเบื่อหนังสือประเภท รวยเร็ว รวยลัด ฯลฯ อยากจะบอกว่าหนังสือ  Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ของผมวางแผงแล้วที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬานะครับ! >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies