ยิ่งประหยัดยิ่งเสียหาย

20190117_saveandlose

ตัดสินใจทำบัตรเครดิตเพื่อจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย แถมใช้บัตรบ่อยๆ จะได้สะสมแต้มไปซื้ออะไรได้อีกเยอะแยะ

มูลค่าของสิทธิพิเศษและของที่เราประหยัดได้ อาจไม่เท่ากับการใช้จ่ายแบบซื้อเงินสดเป็นหลัก เพราะการจ่ายเงินสดเราจะยับยั้งชั่งใจมากกว่า “เจ็บปวดกว่า” เวลาต้องกด ATM จ่ายแบงค์พันหลายๆ ใบ

ในหนึ่งเดือน ถ้าเราซื้อเงินสด เราอาจซื้อของ 10,000 บาท

แต่ถ้ามีบัตรเครดิตหลายใบ และเราพยายามจะใช้มันให้คุ้มที่สุด เราอาจจะจ่าย 20,000 บาท ได้ส่วนลดอีก 2000 บาทเท่ากับจ่าย 18,000 บาท

ใช้บัตรเดรดิต ประหยัดเงินไปได้ 2,000 บาท

แต่ใช้เงินสด ประหยัดเงินไปได้ถึง 18,000-10,000 = 8,000 บาท

ถึงจะได้ของมาเพิ่มหรือได้บริการมาเพิ่ม มันก็อาจไม่ใช่ของที่เราต้องการจริงๆ ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

—–

เราเอาแอปที่เราใช้บ่อยๆ ไว้ใน home screen ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, LINE จะได้ประหยัดเวลา กดคลิ้กเดียวก็เปิดได้เลย

แต่ยิ่งเปิดง่าย เราก็ยิ่งเปิดบ่อย และมีแนวโน้มที่จะใช้เวลากับมันมากขึ้น

แต่ถ้าเราเอาแอปไปไว้ให้มันใช้งานยากขึ้นอีกหน่อย แทนที่เราจะใช้เฟซบุ๊ควันละ 45 นาที อาจจะเหลือใช้เพียงวันละ 15 นาทีก็ได้

——

เราชอบซื้อของทีละเยอะๆ เช่นซื้อยาสีฟันเป็นโหล หรือซื้อมาม่าทีละ 10 ห่อ เพราะราคาต่อหน่วยถูกกว่า ไม่ต้องออกไปซื้อบ่อยๆ

พอสามเดือนผ่านไป ก็มักจะพบว่ายาสีฟันหลอดที่สามหรือหลอดที่สี่นั้นเหลวเสื่อมสภาพไปแล้ว ส่วนมาม่าก็หมดอายุต้องเอาไปทิ้ง กลายเป็นว่าแทนที่จะได้ของถูก เรากลับจ่ายแพงกว่าปกติกถึง 2-3 เท่า

——

ประหยัดได้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ควรประหยัดอย่างมีสติ

และควรมองให้ออกว่าโดนเขาหลอกอยู่รึเปล่าครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 4 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

เงินเดือน 2 หมื่นก็เก็บเงินถึง 10 ล้านได้

20160307_10Million

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่รู้สึกว่าดีมากจนอยากเอามาเขียนลงในบล็อกนี้

หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “การเงิน การลงทุน เล่มนี้ง่ายดี” จากสำนักพิมพ์ “พราว”

พร้อมคำโปรยที่ว่า “ทำเงินเป็น 10 ล้าน ด้วยวิธีที่เราทำได้ และใครๆ ก็ทำได้”

เขียนโดยเจ้าของเพจ “ลงทุน หุ้น การเงิน Tactschool ส่งต่อความรู้ทางการเงิน” (ดูจากคอมเม้นท์แล้วน่าจะชื่อว่าคุณแทคนะครับ)

ราคาเล่มละ 200 บาท อาจจะดูราคาสูงนิดหนึ่งเพราะเขาพิมพ์สี่สี แต่ถ้าได้อ่านจนจบเล่มผมเชื่อว่ามันจะคุ้มค่ามากๆ โดยเฉพาะถ้าคุณเพิ่งเริ่มชีวิตการทำงานมาไม่กี่ปีครับ

ขนาดผมเองทำงานมาสิบกว่าปี ยังรู้สึกว่าคุ้มมากๆ เลย แต่เผอิญแต่ก่อนผมเองไม่ค่อยได้ศึกษาเรื่องวางแผนทางการเงินเท่าไหร่ ก็เลยได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างเยอะทีเดียว

แค่เปิดคำนำมาก็โดนแล้วครับ

หนังสือสอนวางแผนการเงินจำนวนมากเขียนเข้าใจยาก

เขียนอะไรก็ไม่รู้ ทำยาก ยาว เยอะ

และพอจะทำก็ไม่รู้จะทำยังไงดี

บอกแต่ว่าถ้าได้ผลตอบแทนปีละเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์จะมีเงินเท่าไร

แต่ไม่บอกว่าจะไปหาผลตอบแทนแบบนั้นที่ไหน

บอกว่าต้องลงทุนแต่กลับไม่บอกวิธีการลงทุนเลย

หรือถ้าบอกก็อาจจะทำได้ยากมาก สำหรับคนที่มีเงินเก็บเดือนละไม่กี่พัน

หรือกู้เงินธนาคารไม่ได้ จะซื้ออสังหาฯ ได้เดือนละกี่หลัง?

หนังสือเล่มนี้บอกทั้งวิธีการลงทุน และหาการลงทุนที่เหมาะกับคนทั่วไป

การลงทุนที่หักภาษีได้กระจุยกระจาย จนคุณแทบไม่ต้องจ่ายภาษี

จำนวนประกันที่เหมาะกับเรา การวางแผนทางการเงิน

และที่สำคัญมันทำได้จริง

– TactSchool ส่งต่อความรู้ทางการเงิน 

ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่า คนเขียนคนนี้มันเก๋าว่ะ คือแม้ข้อมูลอาจจะไม่ได้ล้ำลึกอะไร แต่สไตล์การเขียนและคำถามที่เขาตั้งขึ้นมาตลอดเล่มมันคือคำถามที่อยู่ในใจของมนุษย์เงินเดือนหลายๆ คน รวมถึงผมด้วย

เป็นหนังสือที่เข้าใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมเคยอ่านมาเลยก็ว่าได้

ประเด็นสำคัญที่สุดที่หนังสือเล่มนี้ชูขึ้นมาคือ ใครๆ ก็มีเงินเก็บ 10 ล้านได้

ผมทำไฟล์ Google Sheets ไว้ให้นะครับ คลิ้กเข้าไปดูได้เลย 

(ถ้าเปิดจากคอมพิวเตอร์ก็สามารถดาวน์โหลดได้โดยไปที่ File -> Download As… นะครับ)

ไฟล์นี้ผมลองสร้างขึ้นมาเอง หลังจากอ่านในหน้า 152 ของหนังสือ ที่โชว์ให้เห็นกันจะๆ ว่าเงินเดือน 20,000 ก็มีเงินเก็บถึง 10 ล้านได้

โดยสมมติฐานมีดังนี้ครับ

1. ตอนนี้คุณอายุ 25 ปี และมีเงินเดือน 20,000 บาท

2. เงินเดือนคุณขึ้นปีละ 5% ทุกปี จนพอคุณอายุ 55 ปี คุณจะมีเงินเดือน 86,439 บาท

3. คุณแบ่งรายได้ 15% ของเงินเดือนไปลงทุนใน LTF

4. LTF ที่คุณเลือกให้ผลตอบแทนทบต้น 10% (LTF = Long Term Fund = กองทุนรวมที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ โดยซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ และต้องถือไว้อย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน (ตามกฎหมายใหม่)

ข้อหนึ่งน่าจะเป็นไปได้ไม่ยาก โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่จบปริญญาตรีมาก็ได้เงินดือน 15,000 บาทเป็นอย่างน้อยแล้ว

ข้อสองอาจจะยากนิดนึง เพราะนั่นแสดงว่าเราต้องตั้งใจทำงานให้ดี และต้องอยู่บริษัทที่รู้คุณค่าคนที่มีผลงานดีด้วย แต่ตัวเลขเงินเดือน 86,439 บาทภายในอายุ 55 ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะเดี๋ยวนี้บางคนอายุไม่ถึง 40 ปีก็ได้เงินเดือนประมาณนี้กันแล้ว

ข้อสามอาจจะยากที่สุด เพราะเป็นเรื่องของความมีวินัย ยิ่งพอเราโตขึ้น เงินเดือนมากขึ้น แต่งงาน ซื้อบ้าน มีลูก ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาอย่างนึกไม่ถึง ถ้าเราสามารถบังคับตัวเองด้วยการซื้อ LTF ผ่านการหักบัญชีทุกเดือนไปเลย ก็น่าจะช่วยได้ไม่น้อย

ส่วนข้อสุดท้าย ผลตอบแทน 10% ถือเป็นเรื่องของฟ้าดิน เพราะอนาคตอีก 30 ปีเราไม่รู้หรอกว่าเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าอ้างอิงจากผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนทบต้น 10% เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และถือเป็นการลงทุนผลตอบแทนสูงมากเมื่อคำนึงว่าแทบไม่ต้องใช้แรงกาย แรงสมอง หรือเวลาเลย

ถ้าอยากลองปรับตัวเลขดู เช่นซื้อ LTF แค่ 10% ของเงินเดือน หรือได้ผลตอบแทนทบต้นแค่ปีละ 5% ก็ลองแก้ในช่องสีเหลืองได้เลยครับ (ต้องดาวน์โหลดมาเปิดในเครื่องนะครับ)

10Million

สำหรับคนที่ไม่ค่อยเก่งเลข ผมขออธิบายวิธีการคำนวณนิดหนึ่ง

ถ้าปี 2559 เราซื้อ LTF 100 บาท และ LTF ให้ผลตอบแทน 10%

ปี 2560 LTF ที่เราซื้อไว้จะมีมูลค่าเท่ากับ (1+0.1)* 100 = 110 บาท

ซึ่ง 0.1 ก็คีอผลตอบแทน 10% นั่นเอง

ปี 2561 LTF จะเพิ่มมูลค่าเป็น 1.1*110 = 122 บาท

ปี 2562 LTF จะเพิ่มมูลค่าเป็น 1.1*122 = 134.2 บาท

หรือเขียนในอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ (1.1)^3 * 100 = 134.2 บาท

^3 แปลว่ายกกำลังสาม

หรือคิดเป็นสูตรง่ายๆ ก็คือเอา 1.1 ยกกำลังจำนวนปีคูณด้วยเงินต้น

ในแถวแรกของตาราง อายุ 25 เงินเดือน 20,000 ซื้อ LTF 3,000 บาท ถือไปจนถึงอายุ 55 (30 ปี)

ดังนั้นมูลค่า 3000 บาทที่เราซื้อ LTF ในปีนี้ จะเท่ากับ (1.1)^30*3,000*12 = 628,178 บาท ในอีก 30 ปีข้างหน้า

ที่คูณ 12 เพราะเราซื้อทุกเดือน ปีหนึ่งเราจึงซื้อ 12 ครั้งครับ

ส่วนใครที่อายุ 30 กว่าแล้ว ยังไม่ได้ซื้อ LTF ไว้เลยก็ไม่ต้องเสียใจไป

เพราะถ้าคุณอายุ 35 แต่หน้าที่การงานดี มีเงินเดือน 60,000 ซื้อ LTF ปีละ 15% ก็จะมีเงินเก็บเกือบ 10 ล้านบาทตอนอายุ 55 เช่นกัน

(EDIT: เพิ่มเติมหลังจากมีน้องมาคอมเม้นท์ใน Facebook) หรือถ้าคิดว่าผลตอบแทนทบต้นปีละ 10% เป็นไปได้ยากมาก ก็ลดเหลือปีละ 7% ก็ได้ครับ แต่นั่นอาจแปลว่าเราต้องขยันจนมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 8% (ถ้าเริ่มต้น 20,000 ตอนอายุ 25 ก็จะมีเงินเดือน 200,000 ตอนอายุ 55) ด้วยวิธีนี้เราก็จะมีเงินเก็บเกือบ 10 ล้านบาทเหมือนกัน

พอมีเงินเก็บ 10 ล้านบาท ถ้าเราเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ผลตอบแทนปีละ 5% ก็จะมีเงินใช้ปีละ 500,000 หรือประมาณเดือนละ 40,000 บาท* ไปตลอดชีวิต พอเราไม่อยู่แล้ว เงิน 10 ล้านก็จะเป็นมรดกสำหรับลูกหลานครับ

อ่านแล้วฮึกเหิมขึ้นมาบ้างรึยังครับ?

ยังมีเนื้อหาดีๆ ในหนังสือเล่มนี้อีกเยอะ เช่นจะเลือก LTF ยังไง จะซื้อประกันชีวิตเท่าไหร่ จะลดภาษียังไงให้ได้มากที่สุด

ขอบคุณ TactShool ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา จะขอติดตามผลงานอื่นๆ ของคุณต่อไปนะครับ


* ถ้าเงินเฟ้อปีละ 3% เงิน 40,000 บาทในอีก 30 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่าเท่ากับ 16,500 บาทในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าไม่มาก แต่ถ้าไม่มีหนี้สินก็อยู่ได้สบายๆ และถ้าดูตารางดีๆ จะเห็นว่าเราเก็บเงินมากสุดแค่เดือนละ 12,966 บาทเท่านั้น แต่มีใช้เดือนละ 16500 บาทไปตลอด และถ้าเราอยากอู้ฟู่กว่านี้ จะเอาเงินต้น 10 ล้านมาใช้บ้างก็ได้ เหลือมรดกให้ลูกน้อยหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง


ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือการเงิน การลงทุน เล่มนี้ง่ายดี, TactSchool 

12507152_1237057622990749_3280039539741851651_n

 

(UPDATE 11 Aug 2017) หากคุณเป็นคนที่ชอบ “เล่นเกมยาว” และเบื่อหนังสือประเภท รวยเร็ว รวยลัด ฯลฯ อยากจะบอกว่าหนังสือ  Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ของผมวางแผงแล้วที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬานะครับ! >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies