ทำได้น้อยกว่าคนอื่นแล้วจะทำไม

ปีที่แล้วแฟนผมซื้อนาฬิกา Garmin เป็นของขวัญวันเกิดให้ จึงได้เริ่มลองใช้แอปของการ์มินเอาไว้แชร์สเตตัสขึ้นเฟซว่าวันนี้วิ่งไปกี่กิโล ใช้เวลากี่นาที ความเร็วเท่าไหร่

ซึ่งการแชร์สเตตัสอย่างนี้ก็สนุกดีนะครับ คนที่วิ่งเหมือนกันก็มาคอมเมนท์ และบางทีมันอาจไปสะกิดคนที่ยังไม่ค่อยได้วิ่งให้ลุกขึ้นมาวิ่งก็ได้

ประเด็นหลังนี่น่าสนใจ เวลาเราเห็นสเตตัสการวิ่งของคนอื่น เราเกิดความรู้สึกได้ 4 อย่าง

  1. คนนี้วิ่งช้ากว่าเรา แต่เราต้องอย่าชะล่าใจ
  2. คนนี้วิ่งได้พอๆ กับเรา สงสัยต้องเร่งเครื่องตัวเองหน่อย
  3. คนนี้วิ่งได้เร็วกว่าเราอีก เป็นไอดอลเลย อยากเป็นอย่างเขาบ้าง
  4. คนนี้วิ่งได้เร็วกว่าเรามาก เทพเกิน เราไม่มีทางตามทัน

คำถามคือจะเกิดอะไรขึ้นถ้าการได้เห็นสเตตัสของเพื่อนทำเราเกิดความรู้สึกแบบข้อ 4 บ่อยๆ

ถ้าเราเพิ่งเริ่มวิ่ง แล้วคนส่วนใหญ่รอบตัวเราวิ่งได้เร็วหรือวิ่งได้ไกลกว่าเรามากๆ แทนที่จะเป็นแรงบันดาลใจ มันอาจจะทำให้เราท้อแทนก็ได้

สมมติเค้าวิ่งได้เพซ 6 แต่เราวิ่งได้แค่เพซ 8 แถมระยะทางก็สั้นนิดเดียว เราก็จะไม่ค่อยกล้าแชร์สเตตัสเท่าไหร่ อายเขาเปล่าๆ ไปๆ มาๆ มันเลยทำให้เราไม่อยากวิ่งไปเสียดื้อๆ

ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะวิ่งได้น้อยแค่ไหน วิ่งได้ช้าแค่ไหน ก็ยังดีกว่าไม่ได้วิ่งเลย การเอาเรื่องสำคัญอย่างการออกกำลังกายไปผูกติดกับหน้าตาแสดงว่าโครงสร้างความคิดของเราถูก social media ทำให้บิดเบี้ยวมากเกินไปแล้ว

ทำได้น้อยกว่าเขาแล้วจะทำไม ยังไงคนที่ได้ก็คือเราทั้งนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลยสักนิด

“It’s better to do less than you hoped than nothing at all. No zero days.”

– James Clear

อย่าให้มีวันที่สูญเปล่าเพียงเพราะเราคิดแต่จะเปรียบเทียบกับคนอื่นเขาเลยนะครับ