แพ้-ชนะ วัดกันที่ตอนเริ่ม

20190930b

ผมเคยฟังสัมภาษณ์ของนักขายมือฉมังคนหนึ่งเล่าว่า เวลาคุยกับลูกค้า นักขายส่วนใหญ่มักจะโฟกัสไปที่การปิดการขาย

แต่ความจริงก็คือ ลูกค้าจะซื้อหรือไม่ซื้อ เขาตัดสินใจตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของบทสนทนาแล้ว

ถ้าลูกค้า detect ได้ว่าเซลส์คนนี้คิดแต่จะเอา คิดแต่จะขายของ ลูกค้าก็จะมีคำตอบในใจแล้วว่าจะไม่ซื้อ แต่ยอมทนฟังเพื่อรักษาน้ำใจ ระหว่างนั้นก็คิดหาเหตุผลดีๆ ในการปฏิเสธ

ดังนั้น ในฐานะคนขายของ แทนที่จะห่วงว่าเราจะ “ปิดการขาย” ยังไง จงห่วงว่าเรา “เปิดการขาย” ยังไงดีกว่า

—–

เดือนที่แล้วผมไปวิ่งงานฮาล์ฟมาราธอนมา

เป็นงานที่ไม่ได้คาดหวังมากนัก เพราะป่วยก่อนแข่ง คิดในใจว่าแค่วิ่งจบได้ก็บุญแล้ว

ช่วงออกวิ่งตอนแรกจึงวิ่งแบบประคองตัว เพซประมาณ 6’30 (กิโลเมตรละหกนาทีครึ่ง) แล้วก็พบว่าร่างกายโอเคกว่าที่คิด พอพ้นระยะ 10 ก.ม.เลยเริ่มมีความคิดว่าจะทำ sub-2 ไหวมั้ย (วิ่ง 21.1 ก.ม.ภายใน 2 ชั่วโมง)

แต่เมื่อคำนวณดูคร่าวๆ ต่อให้ผมวิ่งที่เพซ 5’45 ผมก็จบไม่ทันสองชั่วโมงอยู่ดี ให้วิ่งเร็วกว่านี้ก็เสี่ยงว่าจะหมดแรงเสียก่อน ก็เลยต้องละทิ้งเป้าหมาย sub-2 นี้ ไป

ที่คราวนี้พลาด sub-2 ไม่ใช่เพราะครึ่งหลัง แต่เป็นเพราะครึ่งแรก

—–

ผมเคยอ่านมาซักที่ว่า ในการสัมภาษณ์งาน คนเรามักตัดสินกันตั้งแต่ 7 วินาทีแรก

เพียง 7 วินาที ก็เพียงพอที่ผู้สัมภาษณ์จะตอบคำถามเหล่านี้ได้โดยไม่รู้ตัว

ผู้สมัครคนนี้ friendly รึเปล่า
ดูน่าเชื่อถือรึเปล่า
น่าจะฉลาดรึเปล่า
ทำให้เรานึกถึงใคร
เราถูกชะตาคนนี้รึเปล่า

และหากผู้สัมภาษณ์รู้สึกไม่ถูกชะตาผู้สมัครเสียแล้ว ก็เป็นการยากที่ผู้สมัครจะเปลี่ยนความคิด-ความเชื่อนี้ได้ในการพูดคุยที่เหลือ

ดังนั้น first impressions จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เสื้อผ้าหน้าผม ภาษากาย การยิ้มแย้มแจ่มใส การสบตา น้ำเสียง ฯลฯ นี่คือสิ่งที่ต้องทำให้ดีตั้งแต่ 7 วิแรก

—–

แพ้-ชนะ วัดกันที่ตอนเริ่ม

แม้ไม่ใช่ทุกอย่าง แต่หลายอย่างก็มีผลจริงๆ

จึงไม่เสียหายที่จะเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อการเริ่มต้นที่ดี

การเริ่มต้นที่จะนำไปสู่บทสรุปที่ดีครับ