ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 13

5 เรื่องเล่าจากปราสาทปราก

วันสุดท้ายที่ปราก เราได้ไปร่วมทัวร์ Prague Castle ซึ่งแม้จะเป็นบริษัทเดียวกับทัวร์ฟรีเที่ยวเมืองปรากจากตอนที่แล้ว แต่คราวนี้เป็นแบบคิดตังค์คนละ 300 คราวน์ (ประมาณสี่ร้อยบาท)

ไกด์ของเราชื่อฟิลิป (เขียนว่า Filip) เป็นเด็กหนุ่มอายุยี่สิบกว่าๆ แต่เป็นไกด์ที่พูดเก่งมาก เวลาฟังเขาพูดเหมือนฟังนักการเมืองเจนโลกปราศรัยกันเลยทีเดียว แนะนำครับคนนี้

20150514_144005  และนี่คือห้าเรื่องที่ได้เรียนรู้จากการเดินชมปราสาทปรากครับ

1. ความยิ่งใหญ่ของปราสาทปราก

ปราสาทปราก หรือ Prague Castle นั้นคือปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ 7.28 เฮกเตอร์ หรือเท่ากับสนามบอล 11.3 สนาม และอยู่มานานถึง 1130 ปี (เห็นความสอดคล้องของตัวเลขมั้ยครับ?)

ด้วยความที่ประเทศนี้ผ่านสงครามมานักต่อนัก เมื่อปี ค.ศ.1541 ปราสาทปรากก็ถูกเผาจนเสียหายไปเสียส่วนใหญ่ ต้องใช้เวลาอีกกว่าหลายร้อยปีในการค่อยๆ ซ่อมแซมปรับปรุงตามแต่กำลังทรัพย์ที่ตัวเองมี

แต่ฟิลิปก็บอกว่า

“Maybe the fire was not a bad thing because it gave us a chance to do things even better. We learned that things will work out at the end”

“การถูกไฟไหม้อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้ทำหลายๆ อย่างให้ดีขึ้น พวกเราได้เรียนรู้ว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างจะออกมาโอเค”

#เมืองไทยก็เช่นกัน

2. ไม่มีใครสนใจเรา

ฟิลิปบอกว่า จริงๆ แล้วปราสาทนี้ไม่มีอะไรหรอก ออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ เพราะไม่มีใครแคร์ประเทศเล็กๆ อย่างเรา จะไปเที่ยวที่ไหนถ้าเค้ารู้ว่าเป็นคนเชคก็ไม่มีใครสนใจ

แต่เขาก็ชอบความเป็นประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีใครแคร์นี้นะครับ เพราะมันทำให้ประเทศของเขาไม่ค่อยมีปัญหากับใคร และทำให้มีโอกาสได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ไม่เหมือนคนอเมริกันที่บางทีเวลาไปเที่ยวต้องแกล้งบอกว่าเป็นคนแคนาดาเพราะรู้ว่าคนไม่ชอบอเมริกาเยอะ

อีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกความเป็นคนเชคได้ดีคือคนเชคจะมีความขี้เล่นและ “ลูกบ้า” อยู่ในตัว ซึ่งคุณจะเห็นได้ทั่วไปในสิ่งก่อสร้างต่างๆ

เช่นพอเข้าประตูปราสาทเข้าไปเราจะเจอสวนที่มีต้นซากุระจากญี่ปุ่น แถมยังมีจุดที่คนไปยืนตะโกนชื่อตัวเองแล้วได้ยินเสียงสะท้อนอย่างชัดเจน ท้้งๆ ที่มันเป็นแค่สวนต้นไม้ ไม่ใช่เวทีการแสดงหรืออะไรทั้งสิ้น การมีอะไรที่ดูผิดที่ผิดทางนี่แหละที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของคนเชค

20150514_151846
3. คุณลุงชูป้าย

ตอนเราจะเข้าปราสาท เราได้พบคุณลุงคนนี้

20150514_152726
ฟิลิปอธิบายให้ฟังว่า ระบบยุติธรรมของเชคนั้นชักช้าและล้าหลังมาก เคยมีนักเทนนิสอาชีคนหนึ่งยื่นฟ้องหย่าตั้งแต่ปี 1985 แต่กว่าจะหย่าสำเร็จก็ปี 2005!

สำหรับคุณลุงคนที่มาชูป้ายนี้ เคยมีหนี้ก้อนเล็กๆ อยู่ก้อนหนึ่ง แต่ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารมีการใส่ข้อมูลผิดพลาดในระบบ ทำให้โดนคิดดอกเบี้ยทบต้นถึง 103 ปี อันเป็นเหตุให้คุณลุงคนนี้โดนยึดบ้าน คุณลุงได้ทำการร้องเรียนแล้วแต่เรื่องก็ยังไม่คืบหน้า เลยมายืนถือป้ายประท้วงที่นี่เพื่อป่าวประกาศให้ชาวโลกรู้ว่ากระบวนการยุติธรรมของที่นี่มันล่าช้าแค่ไหน

ฟิลิปบอกว่า นี่ก็เป็นปีที่ 5 แล้วที่คุณลุงมายืนชูป้ายที่นี่ทุกวัน

4. มหาวิหารนักบุญไวตัส (St. Vitus Cathedral)
Saint Vitrus Cathedral เป็นโบสถ์ที่สำคัญที่สุดของเชค รีพับบลิค เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1344 โดยกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเชคคือ Charles IV (ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้าง Charles Bridge ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ทุกคนที่มาเที่ยวปรากต้องมาเยือน)

แม้กระนั้นพระเจ้าชาลส์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อนที่โบสถ์จะสร้างเสร็จ มิหนำซ้ำโบสถ์ยังเป็นอาคารหนึ่งที่ถูกเปลวเพลิงในปี 1541 แผดเผาจนพังไปไม่น้อย ต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีกว่าจะบูรณาการและก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 1929 รวมใช้เวลาในการสร้างทั้งหมดถึง 585 ปี

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมมีสามประการ

4.1 ประชากรส่วนใหญ่หรือ 75% ของเชคไม่นับถือศาสนาอะไรเลย (ฟิลิปบอกว่า We are one of the most godless nations in the world) เพราะฉะนั้นโบสถ์นี้อาจจะไม่ได้มีความหมายมากนักในเชิงจิตวิญญาณ แต่มันสำคัญเพราะว่ามันเป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่บรรพบุรุษของพวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นมาหลายยุคหลายสมัย และมหาวิหารนี้ก็เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญของเชคหลายท่านด้วยกัน

4.2 จุดเด่นของ Cathedral หลายๆ แห่งคือ Stained Glass Window ซึ่งมักจะบ่งบอกเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิล

มหาวิหารเซนต์ไวตัสก็มีกระจกสีเช่นกัน แต่การก่อสร้างกระจกสีนี้ต้องใช้เงินไม่น้อย ทางการเลยใช้วิธีหา “สปอนเซอร์”

Stained Glass Window บานนึงจึงมีตราประจำตระกูล (Coat of Arms) ของตระกูล Schwarzenberg ซึ่งเป็นผู้บริจาคเงินก่อสร้างกระจกสีบานนี้

แต่ที่ฮาคือมีกระจกสีอีกบานนึงซึ่งชื่อสปอนเซอร์ไม่ได้เป็นตราประจำตระกูล แต่เป็นประโยคคำพูดว่า “บริษัทประกันภัยแห่งแรกในเชค”!

4.3 ด้านหน้าของมหาวิหาร จะเห็นว่ามีบางส่วนที่ยังสร้างไม่ครบถ้วนตามแบบ เพราะเงินหมดเสียก่อน แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะมีรูปแกะสลักสี่รูปที่เพิ่มขึ้นมาทั้งๆ ที่ตอนแรกไม่ได้อยู่ในแบบ แถมรูปแกะสลักสี่รูปนี้ดันไม่ใช่รูปของนักบุญหรือเทพอะไรทั้งนั้น แต่เป็นผู้ชายใส่สูทผูกไทด์สี่คนครับ (ในรูปจะเห็นแค่สองคน เพราะอีกสองคนอยู่อีกฝั่งนึง)

ผู้ชายสี่คนนี้คือสถาปนิกที่ได้รับการว่าจ้างให้มาออกแบบโบสถ์ ที่แสบก็คือ เงินหมดทำตามแบบได้ไม่ครบ แต่ดันแกะสลักรูปตัวเองไว้หน้าโบสถ์ซะอย่างนั้น

20150514_160814_Marked
5. ติดไฟให้ปราสาทปราก

เมื่อตอนที่เชคผ่านพ้นการปกครองของคอมมิวนิสต์ในปี 1990 ก็มีการระดมสมองกันว่าจะเฉลิมฉลองอย่างไรดีให้มัน “สุดเหวี่ยง” และ “ไม่เป็นคอมมิวนิสต์” แบบสุดๆ

ทางการปรากก็เลยเชิญวง Rolling Stones จากอเมริกามาเล่นคอนเสิร์ตซะเลย

จำได้มั้ยครับว่าในยูโรมโนสาเร่ตอน 11 คนเชคขายของเก่งแค่ไหน?

หลังจากเล่นคอนเสิร์ตครั้งแรกไปแล้ว Rolling Stones ก็กลับมาเล่นอีกหลายครั้ง จนปี 1995 หลังจบคอนเสิร์ต ประธานาธิบดี Havel ของเชคก็พา Mick Jagger นักร้องนำวง Rolling Stones ไปดื่มเบียร์กันในผับ

แล้ว Havel ก็บอกกับ Mick ว่า เนี่ย ปราสาทปรากของเราสวยงามมาก แต่ก็น่าเสียดายนะที่ตอนกลางคืนมันมืดจนมองไม่เห็นปราสาทเลย

Rolling Stones ก็เลยตัดสินใจใช้เงิน 32,000 ดอลล่าร์เพื่อประดับไฟให้ปราสาทปรากเสียใหม่ จนแจ่มไฉไลอย่างที่เห็นในปัจจุบันครับ

20150514_212001

—–

เป็นอันจบเรื่องราวจากเชครีพับลิคนะครับ

พรุ่งนี้จะมาต่อเรื่องเมืองแมนเชสเตอร์ซึ่งจะเป็นตอนสุดท้ายครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s